kruooy's Blog


โลกในจินตนาการ
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 11:13 pm
Filed under: Uncategorized

เรียงความ

เรื่อง โลกในจินตนาการ

                ในช่วงการใช้ชีวิตที่ผ่านมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นประสบการณ์ชีวิตทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี หรือเรื่องที่เลวร้าย ก็นับเป็นประสบการณ์ชีวิตที่หาได้ยาก ซึ่งเรื่องบางเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราอาจจะเป็นเรื่องที่น่าจดจำ แต่เรื่องบางเรื่อง อยากลืมแต่ก็ลืมไม่ลง ไม่ว่าจะนานสักเท่าไร ประสบการณ์เหล่านั้นก็จะติดตัวเราไปตลอด ซึ่งเรื่องที่ผมจะเล่าให้ท่านฟังต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์ชีวิตจริงของผม ที่ไม่อาจลืมเลือน

                เมื่อตอนผมอายุ ๑๑ ปีขณะที่ผมยังเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลเจริญศิลป์ และผมได้เป็นนักร้องประจำโรงเรียน ผมได้รับใบประกาศนียบัตรมากมาย จากการแข่งขันประกวดร้องเพลง และได้นำชื่อเสียงมาสู่โรงเรียนอย่างมากมาย เพื่อนๆในโรงเรียนต่างก็รู้จักผมเป็นอย่างดีในนาม เสกสันต์ หรือ เสก โลโซ ซึ่งชื่อนี้เป็นฉายาที่เพื่อนเรียกกันจนติดปาก เรื่องที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ อาจเป็นเรื่องที่ฟังแล้วดูดี มีความสุข และน่าภาคภูมิใจ ซึ่งอันที่จริงก็เป็นเรื่องที่ดีอย่างว่านั่นแหละ แต่สิ่งที่ผมได้กล่าวมานี้ ยังไม่ใช่สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุด เรื่องต่อไปนี้ต่างหากที่เป็นของจริง

                เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปิดเทอมใหญ่ หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ซึ่งช่วงนั้นก็ตรงกับเทศกาลสงกรานต์พอดี ผมจึงได้มีโอกาสไปเที่ยวที่กรุงเทพฯกับพี่ชาย วันที่ผมจะเดินทางไปกรุงเทพฯผมรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมจะมีโอกาสได้นั่งรถไฟ ซึ่งก็เป็นความใฝ่ฝันของผมตอนสมัยยังเป็นเด็ก และแล้วผมก็ได้นั่งรถไฟไปกรุงเทพฯจริง ขณะที่ผมกำลังเดินทางไปกรุงเทพฯ ผมไม่ละสายตาไปจากสองข้างทางเลย เพราะมันเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามมาก มีต้นไม้สีเขียวอันงดงามมากมายบนยอดเขา ดูแล้วสบายตา และทำให้รู้สึกสดชื่น แต่เสียอย่างเดียวที่ว่าเสียงรถไฟมันดังหนวกหูไปหน่อย ขณะที่ผมนั่งรถไฟไปเรื่อยๆนั้น ผมก็ได้พบกับทิวทัศน์อันงดงามอีกครั้ง นั่นก็คือทุ่งนาอันเขียวขจีเต็มสองข้างทางในช่วงยามสนธยา ท่านก็ลองจินตนาการเอาเองนะครับว่ามันจะสวยขนาดไหน

                เมื่อเดินทางถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง รวมแล้วก็ใช้เวลาเดินทางราว ๘ ชั่วโมง ก็ถือว่านานพอสมควรซึ่งช่วงนั้นคุณลุงของผมก็ขับรถมารับที่สถานีรถไฟพอดี ช่วงนั้นก็เป็นเวลาประมาณ  

๖:๐๐ น. พวกเราก็พากันไปบ้านของคุณลุง ซึ่งอยู่ที่จังหวัดประทุมธานี จากนั้นพวกเราก็พากันพักผ่อนเพื่อเอาแรง เพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาเป็นเวลานาน รุ่งเช้าก็อาบน้ำแต่งตัวกันเพื่อเตรียมพร้อมที่จะไปเที่ยวพัทยา และหาดจอมเทียน พวกเราเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้า เพราะเป็นช่วงที่ทุกคน ต่างก็เดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลเหมือนกัน จึงเกรงว่ารถจะติด พอถึงที่หมาย หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พวกเราก็พากันเล่นน้ำอย่างสนุกสนานจนถึงเย็น หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเล่นน้ำมาเป็นเวลานาน พวกเราก็พากันหาที่พัก และเปิดห้องที่โรงแรมพักผ่อนกันเพราะวันพรุ่งนี้ก็จะไปเที่ยวต่อ ซึ่งสมาชิกก็มี ผม พี่ชาย คุณลุง คุณป้า และหลานชายของผมซึ่งเป็นลูกชายของคุณลุงกับคุณป้า ที่เพิ่งอายุ ๘ ปี พวกเราก็เปิดห้องกันสองห้อง ซึ่งห้องแรกคนที่พักจะเป็น คุณลุง คุณป้า กับลูกชาย ห้องที่สองก็จะเป็นผมกับพี่ชายที่นอนด้วยกัน

                หลังจากที่ผมอาบน้ำเสด็จ และกำลังจะเข้านอน ซึ่งในตอนนั้นผมก็รู้สึกง่วงมาก พี่ชายของผมก็ชวนดูการแข่งขันฟุตด้วยกัน และผมก็ดูบอลไปจนจบรายการแข่งขัน ซึ่งเวลานั้นก็ประมาณเที่ยงคืนพอดี ขณะที่ผมชวนพี่ชายของผมนอน พอหันหน้ากลับไปก็ไม่รู้ว่าพี่ชายของผมหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ จากนั้นผมก็ปิดทีวีและเข้านอน แต่ผมก็ไม่เคยไหว้พระก่อนนอนสักที ขณะที่ผมกำลังจะเคลิ้มๆหลับอยู่นั้น ผมได้ยินเสียงเปิดประตูห้องน้ำ จากนั้นก็ตามด้วยเสียงชักโครก ผมคิดว่าพี่ของผมคงปวดฉี่ เลยลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำจึงไม่ได้เอะใจอะไร เพราะผมก็กำลังจะหลับอยู่แล้ว เพียงครู่เดียว ผมก็รู้สึกเหมือนกับมีคนก้าวขึ้นมายืนอยู่บนที่นอนด้านปลายเตียง เพราะรู้สึกได้ว่าฟูกที่นอนมันยวบๆ ผมลืมตาขึ้นมองคิดว่าเป็นพี่ชายของผมเขาคงจะละเมอ แต่เมื่อสายตาของผมมองเห็นผู้ชายที่กำลังยืนอยู่บนฟูกตรงปลายเท้าเท่านั้น ผมก็ต้องสะดุ้งสุดตัว ใจหายวาบ มันบอกไม่ถูก ผมไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย ร่างที่ผมเห็นนั้นไม่ใช่พี่ แต่กลับเป็นร่างของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนจ้องหน้าผมอยู่ ใบหน้าของเขาซีดขาวจนออกเป็นสีเหลือง ผมสั้นเกรียน เบ้าตาลึกดำคล้ำจนผลุบไปเป็นหลุม ร่างนั้นใส่เสื้อสีขาวกางเกงสีดำ เขายืนแข็งทื่อเหมือนกับท่อนไม้อย่างไรอย่างนั้นเลย ไม่ทันไรร่างร่างนั้นก็โถมเข้ามาทับบนร่างของผมจนผมรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัว ใบหน้าซีดของเขาอยู่เหนือใบหน้าผมเพียงแค่ฝ่ามือเดียวเท่านั้น และนัยน์ตาที่เป็นเบ้าลึกดำคล้ำนั้นก็จ้องประสานกับสายตาของผมโดยไม่กระพริบ ไม่เคยมีเหตุการณ์ไดในโลกที่จะทำให้ผมสยองเท่ากับเหตุการณ์ในขณะนั้น ผมกลัวจนแทบจะตะโกนร้องออกมาแต่ก็ตะโกนไม่ได้ มนรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัว ในตอนนั้นผมรู้ดีว่าตัวเองเจอดีแน่ๆจึงพยายามรวบรวมสติให้มั่น แล้วสวดมนต์เท่าที่ผมจะนึกได้ ขณะเดียวกันผมก็พยายามรวบรวมแรงของผมเท่าที่มี ผลักร่างของชายผู้นั้นให้หลุดพ้นออกไป ผมต่อสู้กับร่างนั้นอยู่ประมาณสิบนาที ร่างกาย แขนขาก็พยายามดิ้นรนผลักไส ส่วนปากก็พร่ำสวดมนต์อยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดผมก็รู้ว่าแรงของเขาเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ จนในที่สุดร่างของชายผู้นั้นก็หายไป

                ร่างของผมเต็มไปด้วยเหงื่อที่ไหลออกมา ขณะที่ต่อสู้กับวิญญาณร้าย ผมรู้สึกเหนื่อยจนหอบกว่าจะเอาชนะเขาได้ แต่อย่างน้อยผมก็รู้สึกโล่งใจที่ตัวเองหลุดพ้นออกมาจากการถูกชายผู้นั้นคลอบงำ ขณะที่ผมรู้สึกโล่งอกอยู่นั่นเอง จมูกของผมก็ได้กลิ่นเหม็นหื่นเหมือนเหม็นเน่าอะไรบางอย่างโดยไม่รู้สาเหตุ จากนั้นหูก็ได้ยินเสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นมาข้างๆหูทางด้านซ้าย มันเป็นเสียงแหบพร่าที่เย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจเลยทีเดียว เสียงนั้นพูดว่า “ทำ…ไม…ไม่…สวด…ต่อ… อยาก…ฟัง” ผมหันไปมองทางต้นเสียงทันที และสิ่งที่ผมเห็นมันก็ทำให้ผมต้องตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง เพราะข้างเตียงผมนั่นเอง มีร่างของชายผู้นั้นกำลังนอนแสยะยิ้มอยู่ ใบหน้าของเขาเขียวช้ำมีคราบเลือดคราบน้ำเหลืองเกาะอยู่เกรอะกรัง นัยน์ตากลวงโบ๋ หันหน้ามาเผชิญหน้ากับผมพร้อมกับจ้องอย่างไม่ลดละ ผมหลับตาพยายามพลิกหันไปอีกทาง หยิบผ้าห่มมาคลุมโปงตัวสั่น ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี สักพักกลิ่นเหม็นเน่านั้นก็ค่อยๆหายไป พร้อมกับร่างนั้นก็หายไปเช่นกัน ผมรีบลุกจากเตียงเปิดไฟพร้อมกับปลุกให้พี่ชายผมตื่น แล้วผมก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พี่ชายของผมฟัง แล้วพี่ชายผมก็บอกว่า “โห ฝันไปรึเปล่า ไม่อย่างนั้นก็นอนละเมอแน่เลย”  ผมเลยบอกว่า “เปล่านะครับ ผมเจอจริงๆ”และพี่ชายผมก็พูดว่า “ไม่มีอะไรหรอก นอนต่อเถอะ” แล้วพี่ของผมก็ไม่สนใจกับสิ่งที่ผมพูด เขาเกาหัวแล้วก็โน้มตัวลงนอนอย่างสบายใจ ส่วนผมก็ได้แต่ผวากับเรื่องราวทั้งหมด นี่นะหรือที่ว่ากันว่า เวลาเจอของอย่างนี้มันอธิบายไม่ถูก ต้องเจอกับตัวถึงจะรู้ ซึ่งตอนนี้ผมก็รู้แล้วว่ามันเป็นอย่างไร

                พอรุ่งเช้าพวกเราก็ไปเที่ยวกันต่อที่หาดบางแสน และผมก็ได้เล่าเรื่องให้คุณลุงกับคนอื่นๆฟัง แต่ที่น่าแปลกก็คือ ทุกคนต่างก็หัวเราะ และไม่ค่อยใส่ใจในสิ่งที่ผมพูด ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ตลกเลย หลังจากที่เล่นน้ำเสร็จพวกเราก็กลับบ้าน เพราะผมก็ไม่กล้าเสี่ยงที่จะพักโรงแรมอีก หลังจากที่เราเดินทางกลับถึงบ้านของคุณลุง ผมกับพี่ก็เก็บข้าวของเตรียมตัวกกลับบ้านกัน เพราะผมกะว่าจะกลับไปเล่นน้ำสงกรานต์ที่บ้านของตัวเองดีกว่า จากนั้นผมกับพี่ชายก็เดินทางกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย พอกลับถึงบ้านผมก็ได้เล่าเรื่องราวต่างๆตอนที่ผมไปเที่ยวให้พ่อกับแม่ฟัง แต่ผมก็ไม่ได้เล่าเรื่องสยองเรื่องนั้นให้ใครฟังเลย ในบางคืนที่ผมนอนหลับ ก็ยังฝันเห็นหน้าชายคนนั้นอยู่ หรือเป็นเพราะว่าผมคิดไปเองก็ไม่รู้ แต่ที่รู้คือ เหตุการณ์ในครั้งนี้ ก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยาก และเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมได้เลย จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมไม่กล้าที่จะนอนโดยไม่สวดมนต์ก่อนนอน และอีกอย่างมันก็ทำให้ผมได้รู้ว่า “จะอยู่ที่ไหน ก็ไม่สุขใจ เท่าบ้านเรา”

   ผู้เขียน

        นายเสกสันต์  ไชยศรี

         ชั้น ม.๖/๓ เลขที่ ๑๕

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

                ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๒



ความจริงที่ไม่อยากเจอ
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 11:10 pm
Filed under: Uncategorized

เรียงความโลกในจินตนาการของฉัน

เรื่อง ความจริงที่ไม่อยากเจอ

ในห้องเรียนของฉันจะจัดเป็นห้าแถวตอน นั่งเป็นคู่ แต่ละแถวจะมีอยู่ห้าคู่ ฉันนั่งแถวกลาง(แถวที่สาม) คู่ที่สาม ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ตรงกลางห้องพอดี ในแต่ละวันฉันได้แต่นั่งมองเพื่อนๆของฉันอีกไม่กี่เดือนพวกเราก็จะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก  ซึ่งแต่ละคนก็จะแยกย้ายกันไปเรียนมหาวิทยาลัยต่างๆที่สอบได้  จะได้เรียนคณะอะไร มหาวิทยาลัยไหนก็ยังไม่รู้กันเลย  บางคนก็ไปสอบมหาวิทยาลัยต่างๆไว้แล้ว  บางคนก็ติด  บางคนก็ไม่ติด  มีทุกข์ มีสุขกันไป  เพื่อนๆของฉันบางคนก็มีที่เรียนแล้ว  บางคนก็ยังไม่มีที่เรียนกันเลย  ฉันเป็นหนึ่งในคนที่ยังไม่มีที่เรียนเลยและยังไม่รู้ว่าจะได้เรียนต่อที่ไหน  คณะอะไรในอนาคตอันใกล้

อีกไม่กี่เดือนก็จะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกแล้ว  คิดทีไรก็เศร้าใจทุกที ฉันยังไม่รู้เลยว่าฉันจะได้เรียนต่อที่ไหน คณะอะไร  ที่บอกว่าคณะอะไรนั้น  ไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร  อยากเรียนคณะอะไรหรอก  ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่มีอาชีพที่ตนเองใฝ่ฝัน  และคณะที่ตนเองใฝ่ฝันอยู่  ฉันมีความใฝ่ฝันมาตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็กอยู่ว่าโตขึ้นฉันอยากเป็นหมอ  อยากทำงานในโรงพยาบาล  จะได้รักษาคนไข้  จะได้ช่วยเหลือคนที่เจ็บป่วย  ฉันชอบอาชีพนี้มาก ทุกครั้งที่แม่พาไปโรงพยาบาล หรือคลินิคฉันชอบมากเลยเพราะฉันจะได้เห็นสิ่งต่างๆที่น่าค้นหามากมาย  ทุกครั้งที่ฉันเห็นผู้คนเจ็บป่วยไม่สบาย  ฉันอยากรู้ว่าพวกเขาคนนั้นป่วยเป็นโรคอะไร  หมอจะช่วยเขาอย่างไร  ฉันเคยไปเยี่ยมญาติที่โรงพยาบาล  ฉันเห็นคนไข้เตียงข้างๆกำลังป่วยอยู่  มีเครื่องช่วยเหลือมากมาย  มีสายอะไรก็ไม่รู้  ระโยงรยางค์เติมไปหมด  มีถังอะไร  มีเครื่องอะไรก็ไม่รู้อยู่ข้างๆเตียงและหน้าตาของเขาดูทุกข์ทรมานเหลือเกินฉันอยากเป็นคนที่ช่วยเหลือเขาได้ฉันอยากช่วยให้เขาหายจากอาการเจ็บป่วยได้  ในตอนนั้นฉันได้แต่ใฝ่ฝันไว้ว่าฉันจะเป็นหมอให้ได้  จะทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ  จะช่วยในสิ่งที่ฉันอยากช่วย

ฉันเคยฟังรุ่นพี่ที่เรียนคณะแพทยศาสตร์  เล่าเรื่องราวต่างๆในการเรียนของคณะให้ฟัง  ชีวิตของการเป็นนักศึกษาแพทย์มันยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าชอบคณะนี้และอยากเรียนคณะนี้มาก  ฉันเคยอ่านหนังสือของคุณหมอคนหนึ่ง  ซึ่งท่านได้เขียนเกี่ยวกับการเรียนและการทำงานของท่านหลังจากเรียนจบแล้ว  ฟังดูแล้วลำบากมากจะต้องอยู่เวรทั้งกลางวันและกลางคืน  ไม่ค่อยมีเวลาเป็นของตัวเองเลย  แต่เพราะอะไรก็ไม่รู้ทำให้ฉันไม่ท้อแท้ไม่ว่าจะเห็นท่านเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนก็ตามมันกลับทำให้ฉันยิ่งอยากเรียนคณะนี้มากขึ้น  การที่ได้ยินได้ฟังและได้เห็นเรื่องราวเหล่านี้  วงการแพทย์เป็นสิ่งที่น่าค้นหาเป็นอย่างมาก  ซึ่งทุกวันนี้ยิ่งมีโรคภัยไข้เจ็บมากมาย  ทั้งโรคเก่าและโลกใหม่เกิดขึ้น  ฉันอยากเป็นอีกคนหนึ่งที่จะช่วยคลี่คลายการระบาดของโรคต่างๆเหล่านี้

และแล้วความฝันก็เป็นแค่ความฝัน   ซึ่งเป็นความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงตอนเด็กๆฉันอาจจะคิดว่าฉันต้องเป็นหมอเท่านั้น   จะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากอาชีพนี้  ความฝันกับความจริงมันแตกต่างกันมาก  ฉันรู้ดีเมื่อต้นเทอมที่แล้วฉันได้สมัครโครงการแพทย์ odod ซึ่งให้นักเรียนที่ไม่ได้อยู่ในเขตอำเภอเมืองมาสมัครได้  จะมีการสอบอยู่สามครั้งด้วยกัน  ถึงจะมีสิทธิ์เข้าเรียนคณะนี้ได้  ฉันก็ไปสอบคัดเลือกในรอบแรก  ผลปรากฏว่าผ่านรอบแรกซึ่งคัดเอา ๑๐๐ คน และคนที่สอบในรอบแรกแล้วจะต้องไปสอบรอบ  ๒  ที่คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ซึ่งจะคัดให้เหลือ ๓๐ คนฉันได้ไปสอบมาแล้ว  ผลปรากฏว่าไม่ติดรอบสองเลย  การสอบแพทย์ ODOD ถือว่าเป็นการสอบที่มีคู่แข่งน้อยและคะแนนต่ำที่สุดในทุกโครงการของคณะแพทยศาสตร์แล้ว  แต่ฉันก็สอบไม่ติดเพราะเหตุนี้จึงทำให้ฉันไม่เลือกลงคณะแพทยศาสตร์อีกเลย  แม้แต่มหาวิทยาลัยเดียว  ถึงแม้ว่าฉันจะชอบคณะนี้มากแค่ไหนก็ตามเพราะฉันรู้ตัวดีว่าฉันคงทำไม่ได้เพราะความรู้ความสามารถของฉันคงไม่ถึง  ฉันรู้ตัวของฉันดี  ฉันเป็นคนไม่ขยันอ่านหนังสือทบทวนบทเรียน  คงจะเรียนไม่ได้หรอก  ฉันได้แต่ดีใจกับเพื่อนๆที่เขาสอบติดกันและอยากให้เขาสอบผ่านรอบสามกันทุกคน  อยากให้เขาทำความฝันของฉันให้เป็นจริง  เพราะฉันคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว

เวลาผ่านไปสองเดือน  มหาวิทยาลัยต่างๆก็เริ่มเปิดรับสมัครกันแล้วเพื่อนๆทุกคนต่างเลือกลงคณะที่ตนเองชอบ  แต่ฉันไม่รู้จะลงคณะอะไร  ฉันไม่กล้าเลือกลงคณะที่ฉันชอบหรอก  เพราะมันช่างไกลกับความเป็นจริงเหลือเกินฉันอยากเป็นหมอ  อยากทำงานในโรงพยาบาลแต่มันคงเป็นไปไม่ได้  ฉันจึงเลือกลงคณะเภสัชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแหล่านั้นที่เพิ่งเปิดรับสมัคร  บางมหาวิทยาลัยก็ลงคณะพยาบาลศาสตร์  สาธารณสุขศาสตร์ถึงฉันจะเรียนคณะที่ฉันอยากเรียนไม่ได้  แต่ฉันก็ขอเลือกลงคณะที่จบแล้วได้ทำงานในโรงพยาบาลเหมือนกัน  ฉันคิดว่าถ้าฉันได้เรียนและทำงานเกี่ยวกับคณะต่างๆ เหล่านี้ฉันคงจะมีความสุขเหมือนกัน  ฉันคิดว่าคงไม่ได้มีแต่ฉันที่เป็นแบบนี้  เพื่อนบางคนก็เป็นเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะเราฝันสูงเกินไป  จนเกินความเป็นจริง  ไม่มีใครห้ามตัวเองไม่ให้ชอบในสิ่งที่ตนเองชอบได้หรอก  ถ้าเป็นไปได้อยากจะย้อนเวลาถอยหลังไปสักสองปี  ฉันจะไม่ทำตัวเหมือนแต่ก่อน  ไม่ว่าจะเป็นชอบขาดเรียน  ไม่ตั้งใจเรียน  โดดเรียนเป็นต้น  ฉันจะทำตัวให้ดีกว่านี้  กว่าจะสำนึกได้มันก็ สายไปแล้ว

ฉันไม่อยากให้วันนั้นมาถึงเลย ไม่อยากรู้เลยว่าฉันจะได้เรียนที่ไหน คณะอะไร แต่มันก็ใกล้จะมาถึงแล้วล่ะอีกไม่นาน ไม่ถึงเดือน ผลสอบรับตรงก็จะออก จะติดหรือไม่ติดก็จะได้รู้กัน การที่เราต้องเรียนในสิ่งที่ตนเองไม่ค่อยชอบเท่าไรนั้นมันอาจจะไม่มีความสุขเท่ากับการที่เราได้เรียนในสิ่งที่ตนเองชอบหรอก แต่ฉันคิดว่าฉันจะได้เรียนคงแล้วแต่ฟ้าจะกำหนดให้เป็น ฉันเป็นคนที่เชื่อเรื่องของโชคชะตา ใครจะไม่เชื่อก็ได้ แต่ก็ห้ามลบหลู่ ฉันจะพยายามทำตัวให้ชอบและรับให้ได้ในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าฉันจะชอบหรือไม่ก็ตาม เพราะมันเป็นฟ้ากำหนดมา

อนาคตเป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึง  ความจริงก็คือความจริงมันอาจจะเป็นอย่างที่ฝันไว้หรือไม่เป็นอย่างที่ฝันไว้ก็ได้ แต่เราก็สามารถลิขิตมันได้ โดยการทำมันอย่างตั้งใจหรือจะบอกว่าตั้งใจเรียนเพื่ออนาคตก็ได้ ถึงแม้อดีตที่ผ่านมาเราอาจจะทำตัวไม่ดี จะเลวแค่ไหนมันก็กลับไปแก้ไม่ได้หรอกแต่ปัจจุบันและอนาคตเราก็ควรจะทำมันให้ดีที่สุด ฉันคิดอย่างนี้ ไม่ว่าจะได้เรียนคณะอะไรที่ไหน เมื่อฉันได้เรียนแล้วฉันก็จะตั้งใจเรียน และทำมันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จะให้ฉันเลิกชอบในสิ่งที่ฉันชอบและใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กมันคงจะเป็นไปไม่ได้หรอก ฉันก็จะทำได้แต่ดีใจและคอยให้กำลังใจกับทุกคนที่กำลังเรียนและทำตามความฝันของฉัน ถึงเราจะทำในสิ่งที่เราชอบไม่ได้เราก็ควรจะสนับสนุนคนที่เขาสามารถทำได้ ฉันเชื่ออย่างนั้น แค่เราได้ช่วยเหลือเขา เราก็จะมีความสุขเอง

 นางสาวกนิษฐา  กาญจนะกันโห  ชั้นม.๖/๑  เลขที่๒๑



โลกในจิตนาการ
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 11:08 pm
Filed under: Uncategorized

โลกในจิตนาการ

                ขอบคุณ “ผู้ชายคนนี้” ที่ฉันรัก  ขอบคุณ “ผู้หญิงคนนี้” ที่ฉันรัก  ขอบคุณ “พรหมลิขิต” ที่นำพาให้ฉันได้มาพบ  ขอบคุณ “เมื่อ ๑๘ปี” ที่แล้ว  ขอบคุณทุกๆนาทีที่มีแต่ “ความรักความห่วงใย” ขอบคุณ…อีกสักกี่ครั้ง ก็คง… “ไม่มีวันหมด”

                ความรักและความห่วงใยที่พ่อและแม่มอบให้พี่นั้นมีมากมมายเหลือเกิน  พี่ไม่รู้จะตอบแทนพ่อกับแม่อย่างไร  นอกจากจะตั้งใจเรียน  เป็นเด็กดีของพ่อและแม่  เชื่อฟังพ่อและแม่ แต่ไม่สัญญาว่าจะไม่ทำให้พ่อและแม่ผิดหวัง  แต่จะพยายามให้ดีที่สุดเท่ที่จะทำได้  อาจมีบางครั้งที่พี่เอาแต่ใจ  พ่อและแม่ก็ไม่เคยที่จะดุพี่เลย  แต่พ่อและแม่จะคอยบอกคอยสอนอยู่ตลอดเวลา

                การที่ไม่ได้อยู่กับพ่อตอนเด็กไม่ได้ทำให้พี่ขาดความอบอุ่นเลย  แม่นั้นสามารถเป็นได้ทั้งพ่อและแม่ได้ในเวลาเดียวกัน  แม่จะคอยบอกคอยสอนอยู่เสมอว่า “ที่พ่อไม่ได้อยู่ด้วย เพราะพ่อต้องไปทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด  ย้ายมาลงแถวๆบ้านเราไม่ได้”  “ทุกๆเย็นวันศุกร์พ่อจะกลับมาหาหรอก”  เมื่อตอนเด็กพี่ก็รอว่าเมื่อไรจะถึงเย็นวันศุกร์  พี่จะได้เจอพ่อ  แต่เวลาพ่อกลับมาพี่กลับไม่ค่อยจะพูดกับพ่อซักเท่าไรเพราะมัวแต่อาย   ส่วนมากน้องจะพูดกับพ่อมากกว่าพี่  มีบางครั้งตอนเรียนชั้นประถมพ่อกลับมาก่อนวันศุกร์  พ่อก็จะไปรับพี่กับน้องที่โรงเรียน  พอเจอพ่อก็จะหอมแก้มทั้งสองคนเลย

                พ่อจะคอยสอนให้พี่มีความอดทน รู้จักเสียสละ  ไม่เห็นแก่ตัว  รู้จักแบ่งปันผู้อื่น  ถึงพ่อจะย้ายมาอยู่ใกล้บ้านแต่ก็ยังคงต้องทำงานหนักเหมือนเดิม  ยิ่งช่วงเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์ พ่อไม่มีเวลาพักผ่อนเลย  ต้องทำงานตลอดทั้งวันทั้งคืน  พ่อจะคอยบอกเสมอว่า “พ่อกับแม่ทำทุกอย่างเพื่อลูกสองคน”  ไม่ได้ทำไว้ให้ใคร  เมื่อได้ฟังคำที่พ่อบอก  พี่อยากบอกพ่อและแม่จังเลยว่า “อย่าหวังอะไรกับพี่มากนัก  เพราะพี่อาจทำไม่ได้ดังที่พ่อกับแม่หวังแต่พี่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้”

                ถึงแม่ว่าตอนนี้พี่อาจจะไม่ได้อยู่กับพ่อและแม่แต่พี่ก็รับรู้ได้ถึง “ความรักและความห่วงใย” ที่พ่อกับแม่นั้นมอบให้พี่ตลอดมา  ถึงพี่จะดื้อ จะซน  แต่พ่อกับแต่ก็ไม่เคยที่จะดุ  อยากขอบคุณทุกๆอย่างที่ทำให้เราได้พบกัน  มีความรักความผูกพันต่อกันและกัน  ๑๘ ปี ที่พ่อกับแม่คอยมอบความรักความห่วงใยให้   ทุกๆนาทีที่มีแต่ความอบอุ่นทุกๆนาทีที่มีแต่ “ความรักความห่วงใย”  นั้น  “ผู้ชายคนนี้”  ที่ฉันรัก  และ “ผู้หญิงคนนี้” ที่ฉันรัก  ให้ฉันมาด้วยความเต็มใจ  ขอบคุณ “ทุกๆสิ่ง”  ที่ทำให้ได้มาพบ  อาจเป็นเพราะ “พรหมลิขิต”  หรืออะไร ก็ไม่มีใครรู้ได้   แต่ที่พี่รู้ตอนนี้ก็คือ “พี่รักพ่อและแม่”  มากๆเลย มากที่สุดในโลกด้วย

 นางสาวพัชรอร   สิงหาด  ม.๖/๕    เลขที่ ๓๐



เรียงความเรื่องเด็กหอพัก
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 11:02 pm
Filed under: Uncategorized

เรียงความเรื่องเด็กหอพัก

                 เมื่อข้าพเจ้าเข้าเรียนต่อชั้น ม.๑ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้อยู่หอพักประจำของโรงเรียนด้วยเหตุผลที่ว่าบ้านไกล ซึ่งข้าพเจ้าไม่ค่อยเต็มใจและไม่อยากอยู่เท่าไหร่นัก ซึ่งข้าพเจ้ายังจำวันแรกที่พ่อแม่ไปส่งได้ดี ตอนที่เอาของขึ้นไปเก็บบนหอพัก สายตารุ่นพี่น่ากลัวมาก ซึ่งตอนนั้นข้าพดจ้าเป็นคนไม่ค่อยพูดและกลัวไปซะทุกเรื่อง ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ และเวลาที่พ่อแม่จะกลับก็มาถึง ข้าพเจ้าอยากจะร้องไห้ แต่พ่อก็ปลอบใจว่า เดี๋ยววันศุกร์พ่อจะมารับกลับบ้าน ส่วนแม่ไม่พูดอะไรรีบขึ้นรถทันที จนข้าพเจ้าได้รู้ทีหลังว่าแม่แอบมาร้องไห้บนรถ

                ข้าพเจ้านั่งอยู่ม้านั่งหน้าหอพักมองรถพ่อแล่นออกไปอย่างช้าๆจนพ้นหน้าประตูโรงเรียน ข้าพเจ้าอยากจะร้องไห้ และวิ่งตามรถออกไป แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าจะต้องทำในตอนนั้นคืออะไรก็ไม่รู้ จนเมื่อถึงเวลาประมาณ ๕ โมงเย็น ซิสเตอร์หรือผู้คุมหอพัก ก็เรียกทุกคนให้ไปอาบน้ำและรีบลงมารับประทามอาหารเย็น เมื่อมาถึงโรงอาหาร ก่อนจะทานข้าวก็จะมีรุ่นพี่เด็กเก่าเป็นคนนำสวด ซึ่งเป็นบทสวดที่จำเป็นต้องสวดก่อนที่จะทานข้าวทุกครั้ง และเมื่อทานข้าวเสร็จ รุ่นพี่คนเดิมก็นำสวดอีกครั้ง แต่เป็นบทสวดขอบคุณ หลังจากสวดเสร็จแล้วทุกต่างก็แยกย้ายไปล้างจานของตนเอง แล้วก็พักผ่อนตามอัธยาศัย พอตกเย็นทุกคนก็จะมารวมตัวกันประชุม เพื่อรับฟังคำแนะนำและกฎระเบียบของหอพัก และให้ทุกคนแนะนำตัว ข้าพเจ้าเริ่มหนักใจในการแนะนำตัวเองมาก เพราะเป็นคนไม่ค่อยกล้าที่จะแสดงออกเท่าไหร่ และแล้วการแนะนำตัวก็มาถึงข้าพเจ้า ทุกสายตาจดจ้องที่ข้าพเจ้าและรอฟังสิ่งที่ข้าพเจ้าจะพูด หัวใจของข้าพเจ้าเริ่มที่จะเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ และข้าพเจ้าได้แต่ก้มหน้าก้มตาแนะนำตัว และในขณะนั้นข้าพเจ้าได้มองไปเห็นสายตาของรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งเป็นคนที่ข้าพเจ้าไม่ค่อยที่จะชอบใจนัก มองมาที่ข้าพเจ้าและเหมือนจะหัวเราะ มันยิ่งทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกไม่มั่นใจมากกว่าเดิม แต่สุดท้ายการแนะนำตัวของข้าพเจ้าก็จบลงด้วยรอยยิ้มของทุกๆคน

          เมื่อประชุมเสร็จก็ถึงเวลาเข้าห้องนอน โดยให้ทุกคนทั้งหอหญิงและหอชายมานั่งเรียงกันที่หน้าระเบียงหอพัก ซึ่งหอพักหญิงและหอพักชายนั้น อยู่ในชั้นเดียวกัน มีเพียงแค่ประตูเลื่อนเท่านั้นที่กั้นระหว่างหอหญิงและหอชาย และซิสเตอร์ก็นำสวดแล้วให้ทุกคนแยกย้ายเข้านอน ทุกคนดูคึกคักและพูดคุยกันเสียงดัง โดยเฉพาะเพราะกลุ่มเด็กเก่า ต่างพากันอวดผ้าห่มใหม่และหมอนข้างรูปการ์ตูนต่างๆ แต่กูมีเพียงเสียงครูคุมหอเท่านั้นทีคอยห้ามปรามแต่ก็ไม่เป็นผล ข้าพเจ้ารู้สึกว่าชั่งเป็นคืนที่ยาวนานมาก ทุกคนตื่นขึ้นมาอย่างอัตโนมัติเมื่อไฟถูกเปิดขึ้น ข้าพเจ้ารีบไปอาบน้ำซึ่งอยู่ชั้นดาดฟ้าของตึก ห้องน้ำถูกจองโดยเด็กเก่า ข้าพเจ้าและเด็กใหม่คนอื่นๆ จึงต้องใส่ผ้าถุงอาบอ่างใหญ่ที่เป็นอ่างอาบน้ำรวม ข้าพเจ้ารู้สึกสนุกเมื่อได้พูดคุยกับเพื่อนที่เป็นเด็กใหม่ด้วยกัน เมื่ออาบเสร็จก็ลงไปที่ห้องแต่งตัว ซึ่งขณะที่ข้าพเจ้ากำลังถักเปียให้ตัวเองอยู่นั้น รุ่นพี่คนที่ข้าพเจ้าไม่ชอบใจนั้นก็ได้เข้ามาและบอกให้ข้าพเจ้าเปียผมให้ และทำให้คนอื่นๆอยากให้ข้าพเจ้าเปียผมให้ เพราะเห็นว่าข้าพเจ้าถักเปียได้สวยดี และหลังจากนั้นข้าพเจ้าก็เริ่มได้เข้าไปเป็นสมาชิกของเด็กเก่าได้เร็วกว่าคนอื่นๆ

                ชีวิตการเป็นเด็กหอของข้าพเจ้าเริ่มมีความสุขขึ้นเรื่อยตามลำดับ เมื่อมีทั้งเพื่อนที่หอพักและเพื่อนที่โรงเรียน ทำให้ข้าพเจ้าเป็นคนพูดเก่งขึ้น และมีเพื่อนเยอะเพราะงานถักเปียของข้าพเจ้านี้เอง และวันที่ข้าพเจ้าได้เป็นประธานหอพักก็มาถึง เพราะเพื่อนรุ่นเดียวกันที่เคยอยู่หอพักต่างก็พากันย้ายออกไปหมด เหลือแค่ตัวของข้าพเจ้าเพียงคนเดียว ช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าอยู่ ม.๓ นี้ข้าพเจ้ารู้สึกอบอุ่นและมีความสุขมาก เพราะรู้สึกคุ้นเคยมานานและรู้สึกเป็นกันเองกับทุกคน ทั้งกับคณะซิสเตอร์ ครู แม่ครัว ภารโรง และแม่บ้าน ทุกคนที่คอยช่วยเหลือข้าพเจ้าเสมอมา ทำให้ข้าพเจ้าได้อยู่รอดปลอดภัยจนจบม.๓มาได้

                จากประสบการณ์การอยู่หอของข้าพเจ้าที่เล่ามาทั้งหมดนี้ อาจจะเป็นแค่เรื่องธรรมดาที่ใครไปอยู่ก็คงจะมีชีวิตที่ไม่ต่างจากข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้ไปอยู่ และสัมผัสถึงมิตรภาพดีๆของการอยู่ร่วมกัน ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ว่า สิ่งที่ซิสเตอร์ได้สั่งสอน ตักเตือน ลงโทษ และให้รู้จักปรับตัวเมื่ออยู่กับคนอื่น สิ่งเหล่านี้สอนให้ข้าพเจ้าได้รู้จักการใช้ชีวิตเมื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น และตอนนี้เวลาก็ผ่านไป ๓ ปีแล้ว ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าไปเล่นกับน้องๆบ่อยๆ และข้าพเจ้าก็คิดว่าศิษย์เก่าหอพักโรงเรียนมารีพิทักษ์สว่างแดนดินทุกคน คงไม่ลืมสถานที่แห่งนี้

 นางสาวสุกัญญา แสงฉวี  ม.๖/๔  เลขที่ ๔๕



ครั้งหนึ่งในชีวิตข้าพเจ้า…ที่ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 11:00 pm
Filed under: Uncategorized

เรื่อง  ครั้งหนึ่งในชีวิตข้าพเจ้า…ที่ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่

         ทุกคนที่เกิดมาแล้วจะผ่านเรื่องราวของชีวิตที่มีหลากหลายรูปแบบมีทั้งดีใจ  เสียใจ  ประทับใจ  มากมายจนบางครั้งเราอาจจะลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปแล้ว  แต่ในครั้งหนึ่งของชีวิตนั้น  ข้าพเจ้าเชื่อว่า  ทุกคนต้องจำสิ่งนี้ได้เป็นแน่  ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้เกิดมาเป็น  “ลูกของแม่”
         ไม่ว่าข้าพเจ้าจะทำอะไร  จะอยู่ที่ไหน  หรือจะยุ่งขนาดไหน  เมื่อข้าพเจ้านึกถึง  แม่  ข้าพเจ้าจะนึกถึง  ผู้หญิงวัยกลางคนหนึ่งที่ต้องทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็นต้องนั่งเย็บผ้าอยู่ที่จักรเย็บผ้าเกือบตลอดทั้งวัน  เพื่อให้ผ้าแต่ละชุดนั้นเสร็จทันเวลาที่ลูกค้ามารับ  แม่ของข้าพเจ้านั้นทำหน้าที่พ่อ  แทนคุณพ่อและทำหน้าที่แม่  ได้อย่างดีเยี่ยมท่านทำงานหนักตลอดเพื่อทำงานหาเลี้ยงครอบครัว  ที่มีคุณยายและข้าพเจ้า  แม่ของข้าพเจ้านั้นถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้แข็งแรงเหมือนหนุ่มสาวที่อายุยังน้อย  แต่ท่านก็ทนทำงานหนักเพื่อครอบครัวที่ท่านรัก  ไม่ว่าชีวิตนี้ของข้าพเจ้าจะดำเนินไปอย่างไร  แต่ข้าพเจ้าก็ยังคิดอยู่เสมอว่า  แม่เป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับข้าพเจ้า  และแม่เป็นยิ่งกว่าแม่พระ  แม่เป็นยิ่งกว่านางฟ้า  และแม่จะเป็นบุคคลแรกและบุคคลสุดท้ายที่ลูกคนนี้จะคิดถึงทุกครั้ง  ไม่ว่าจะมีสุขหรือมีทุกข์  ลูกคนนี้จะมีแม่อยู่ในใจเสมอ  ให้สมกับความรักที่แม่มีให้ลูกมาตลอด  ลูกคนนี้จะตอบแทนพระคุณท่าน  โดยการตั้งใจเรียนให้จบ  และนำความรู้ที่แม่ได้ส่งเสียให้เรียนจนจบ  ไปหาอาชีพที่สุจริตและหาเลี้ยงตนเองได้  เพื่อที่จะตอบแทนพระคุณของท่าน  ทำให้แม่ท่านหมดห่วงและแม่ของข้าพเจ้าจะได้หายเหนื่อยสักที
          การที่ครั้งหนึ่งในชีวิตของข้าพเจ้านี้ได้มีโอกาสเกิดมาเป็นลูกของแม่นั้น  ข้าพเจ้าดีใจ  ประทับใจ  มีความสุข  หรืออาจจะกล่าวเป็นคำพูดไม่ได้เลย  ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า  ข้าพเจ้าโชคดีที่ครั้งหนึ่งในชีวิตข้าพเจ้า  ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่  ไม่ว่าลูกจะมีชีวิตเป็นเช่นไร  ก็ขอให้ลูกได้จดจำพระคุณนี้จนตลอดชั่วชีวิตนี้

นางสาววิภาวรรณ  อุรุชิบารา
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ๖/๒   เลขที่  ๓๗



ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้เรียกร้องสิทธิ
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 10:56 pm
Filed under: Uncategorized

ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้เรียกร้องสิทธิ

                 การก่อความไม่สงบของนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  เป็นการเรียกร้องสิทธิของตนเองคืนมา  จากการกระทำของผู้ไม่บริสุทธิ์ที่อยู่ภายในโรงเรียนของพวกเขา

                ในวันพฤหัสบดีที่  ๑๑  ของเดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๕๓  เป็นวันที่ข้าพเจ้ามาถึงโรงเรียนในเวลา  ๐๗.๔๙ น.  ซึ่งน่าประหลาดใจมากเมื่อมาถึงโรงเรียน  เพราะเป็นวันที่นักเรียนเข้าแถวเพื่อทำพิธีหน้าเสาธงก่อนเวลา  ๐๘.๐๐ น.  แต่ที่น่าประหลาดใจมากกว่านั้นก่อนตอนที่มาถึงในโรงเรียน  ก็ได้ตกใจเมื่อเห็นนักเรียนของแต่ละระดับชั้น   พากันวิ่งแตกตื่นออกมาจากแถว  แล้วจับกลุ่มกันเป็นจุดๆ ในบริเวณหน้าเสาธง  ตอนนั้นข้าพเจ้าได้แต่ยืนอึ้งอยู่กลางบริเวณหน้าเสาธง  แต่เมื่อเจอเพื่อนก็เลยเดินเข้าไปหาเพื่อน  แล้วก็ร่วมกระบวนการเรียกร้องสิทธิกับพวกเขาเลยซะงั้น  ( แต่ก็รู้เรื่องมาบ้างแล้วแหล่ะ  แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ )  ตอนแรกนักเรียนก็ร่วมมือกันดีและเห็นด้วยกับกระบวนการนี้  แต่ต้องมาโดนครูพวกที่มาขัดขวางมากันตัวเอาไว้   แล้วครูบ้างคนก็ได้ขู่เรื่องเกรดบ้าง  ติด ร บ้าง  และเรื่องอื่นๆอีกสารพัดเรื่อง  จนทำให้น้องๆต้องพากันหวาดกลัวไปตามๆกัน  แต่บางคนก็ไม่ได้สนใจกับคำพูดเหล่านั้น  ก็ได้มาร่วมกระบวนการด้วยความสมัครใจ  พอปลุกระดมน้องม. ๔  และม. ๕  ได้แล้วก็มีเพื่อนๆ ม. ๖  บางคนเดินเข้ามาร่วมขบวนด้วย  แต่ก็ใช้เวลานานพอสมควร  พอถึงเวลาที่ต้องบุกเบิกก็ต้องมาเจอด่านที่อยู่หน้าโรงเรียน  โดยทางคณะครูก็ได้นำกุญแจไปปิดประตูไว้ไม่ให้พวกขบวนนี้เคลื่อนตัวออกไปข้างนอกโรงเรียน  โดยการเกณฑ์เอานักศึกษาวิชาทหารมาขวางประตูไว้  แต่ทางเราก็มีกำลังพลเยอะพอสมควรที่สามารถพังประตูออกไปได้  ( ในเวลานั้นก็ได้ยืนดูพวก  ร.ด.  และจะมีนักการภารโรงที่ทางนักเรียนพากันเรียกชายคนนั้นว่า  c-๙  ที่โดนกำลังพลของนักเรียนที่เรียกร้องสิทธิดึงออกมาจากประตูทางเดิน )  เมื่อกลุ่มหนึ่งของกระบวนการนี้ได้ออกมาจากภายในโรงเรียนได้แล้ว  ทางท่านรองผู้อำนวยการซึ่งไม่สามารถที่จะทำการสิ่งใดได้ก็ได้แต่บอกว่า  “ ปล่อยพวกเขาไปเถอะ ”  จากนั้นกระบวนการนี้ก็ได้เริ่มขึ้นที่หน้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  โดยการจัดตั้งเป็นขบวนคล้ายกับขบวนประท้วง  ( แต่อันที่จริงแล้ว  เราไม่ได้ประท้วงแต่อย่างใด  แต่เป็นการเรียกร้องสิทธิของเราคืนมา )  เมื่อเวลาประมาณ  ๐๘.๕๖ น.  ขบวนได้เคลื่อนย้ายจากหน้าโรงเรียนไปเรื่อยๆจนไปถึงหน้าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนครเขต  ๒  ในระหว่างทางได้มีคำพูดหลายๆคำแทรกออกมาจากในขบวน  เช่นคำว่า  เลอพงษ์-ออกไป , ทวิตตี้-ออกไป , เราทำเพื่อใคร  เป็นต้น  คำพูดทุกคำล้วนออกมาจากปากของนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งนั้น  และก็ได้กำลังจากสามล้อบ้าง  แม่ค้าบ้าง  และผู้ปกครองของเราบ้าง  ที่คอยช่วยเหลือในกระบวนการนี้  พอเดินไปถึงหน้าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนครเขต  ๒  ก็ได้ไปรวกกันเป็นกลุ่มๆ  เพื่อรอท่านรองเขตพื้นที่การศึกษาสกลนครเขต  ๒  และก็มีนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่เข้าประชุมในห้องประชุมของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนครเขต  ๒  ด้วย  แต่เหตุการณ์ต่อไปเป็นอย่างไร  ข้าพเจ้าก็ไม่รู้  แต่ที่รู้มา  ท่านเลอพงษ์  อุทธา  ได้ทำการขอพักราชการเป็นเวลา  ๑๕  วัน  ( เพื่ออะไร )  จากนั้นก็ได้ขี่สามล้อกลับมายังโรงเรียนเหมือนเดิม  เพื่อมาเรียนตามปกติ  และได้รับประทานอาหารฟรี  ซึ่งได้รับอภินันทนาการจากห้องม. ๖/๔  ( เรื่องนี้ห้อง  ๔  เต็มที่  ^^ )  แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ข้าพเจ้าไม่เคยเจอมาก่อนก็คือ  คำพูดที่ได้ยินออกมาจากปากของคุณครูท่านหนึ่ง  ซึ่งได้พูดกับนักเรียนที่ได้เข้าร่วมกระบวนการนี้  โดยเป็นคำหยาบที่ครูที่มีจรรยาบรรณเขาไม่พูดกันหรอก

                ในที่สุดเรื่องทุกอย่างก็จบลงได้ด้วยดี  ( หรือว่าอาจจะยังไม่จบ )  และก็เป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่นักเรียนของโรงเรียนนี้ได้ร่วมกันทำขึ้นอย่างไม่คาดฝัน  จนทำให้ผู้ที่โกงกินบ้านเมืองหรือผู้ที่ไม่บริสุทธิ์ได้รับกรรมที่ตนได้ก่อไว้  ดังสุภาษิตที่ว่า  “ กรรมใดใครก่อ  กรรมนั้นย่อมคืนสนอง ”      

 นางสาวนียเนตร  อิ่มเจริญ  ชั้นม. ๖/๔  เลขที่  ๓๐



ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ข้าพเจ้าเคยผ่าตัด
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 5:06 pm
Filed under: Uncategorized

ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ข้าพเจ้าเคยผ่าตัด

          ตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ชั้น ม.๒ นั้น ข้าพเจ้ามีเนื้องอกเกิดขึ้นที่สุดฟันข้างในปาก ประมาณ ๑ เซนติเมตร ซึ่งหมอบอกว่าเป็นเนื้องอกที่ต่อมน้ำลาย ข้าพเจ้าก็ไม่เจ็บหรอก เพียงแต่เวลาแปรงฟันมันจะเคืองๆเล็กน้อย แม่ข้าพเจ้าพาไปหาหมอฟันที่คลินิก แต่หมอไม่สามารถรักษาให้ได้ และหมอบอกว่าต้องไปรักษาแผนก หู คอ จมูก แม่ข้าพเจ้าจึงพาไปโรงพยาบาลและหมอบอกว่าต้องผ่าตัดเอาออกเพราะปล่อยไว้นานอาจเป็นเนื้อร้ายได้ จากนั้นข้าพเจ้าก็นอนที่โรงพยาบาล ตื่นเช้ามาเขาก็สั่งให้งดน้ำงดอาหาร จากนั้นก็มีพนักงานพาข้าพเจ้านั่งรถเข็นไปเรื่อยๆจนใกล้ถึงห้องผ่าตัด รู้สึกว่าผู้คนตรงนั้นเยอะมากนั่งเรียงกันเป็นแถวเลย ส่วนมากมีแต่ญาติผู้ป่วย ความรู้สึกตอนที่นั่งรถเข็นไปนั้นรู้สึกว่าข้าพเจ้าเหมือนบุคคลสำคัญเลยเพราะมีแต่คนมองมา และทางเดินนั้นก็ไม่มีคนเลย มีแต่พนักงานที่เข็นข้าพเจ้าเข้าไป ข้าพเจ้าจนอดหัวเราะไม่ได้กับเรื่องนี้ พอเข้าไปในห้องเขาก็จัดให้นอนเตียงและจะมีคนมาถามประวัติการแพ้ยาของเรา ข้าพเจ้ามองไปรอบๆก็เห็นคนที่มาเข้าคิวผ่าตัดเยอะเหมือนกัน และพยาบาลก็เปิดเพลงคลายความกังวลด้วย จากนั้นก็ถึงคิวของข้าพเจ้า มีพนักงานมาเข็นข้าพเจ้าเข้าไปในทางเดินเรื่อยๆจนถึงห้องผ่าตัดตอนนั้นข้าพเจ้าตื่นเต้นมาก บรรยากาศเหมือนในหนังเลย จากนั้นพยาบาลก็วัดความดันโลหิตให้ข้าพเจ้าโดยวัดที่แขนของข้าพเจ้าทั้ง ๒ ข้างเลย มันเป็นเครื่องวัดอัตโนมัติละจะถูกติดไว้จนกว่าจะผ่าตัดเสร็จ และมันจะบีบแขนทั้ง ๒ ข้างของข้าพเจ้าเป็นระยะๆซึ่งมันบีบแน่นมาก หมอยังพูดว่า “คนไข้ฉันตื่นเต้นจังน้อ” แล้วเขาก็เตรียมไฟวงกลมสำหรับผ่าตัด จากนั้นเขาก็ฉีดน้ำเกลือให้ข้าพเจ้า ตอนแรกก็เป็นน้ำเกลือปกติไม่นานหมอก็เอาเข็มฉีดยาฉีดใส่น้ำเกลือ สงสัยว่าจะเป็นยาสลบเพราะตอนที่น้ำเกลือไหลเข้ามาในเลือดของข้าพเจ้านั้นทั้งเย็นทั้งแสบมากๆ ซึ่งข้าพเจ้าก็อดทนไป จากนั้นไม่นานข้าพเจ้าก็รู้สึกเวียนหัวเห็นโลกหมุนของจริงเลย  แต่ก็ไม่มีใครสนใจพูดคุยกับข้าพเจ้าเลย จนข้าพเจ้าถามว่า “หมอคะหนูรู้สึกเวียนหัวจัง” หมอเลยบอกว่า “อ๋อ หมอจะทำให้หนูหลับจ๊ะจะได้ไม่ตื่นเต้นเวลาหมอผ่าตัด” เมื่อข้าพเจ้ารู้อย่างนั้นจึงหลับตา นับ ๑-๒-๓ ไปเรื่อยๆ จำได้ว่าข้าพเจ้านับถึง ๔๒ ก็ไม่รู้สึกตัวแล้ว มารู้ตัวอีกทีตอนที่พยาบาลเรียกชื่อและให้ชู ๒ นิ้ว ให้กำปั้น

         จากนั้นข้าพเจ้าก็ถูกนำมาพักที่ห้องพักฟื้นผู้ป่วยโดยนอนที่รถเข็น ความรู้สึกตอนนั้นแย่มากๆเพราะเขาเข็นข้าพเจ้ามานอนใต้ท้องแอร์ซึ่งทั้งร้อนทั้งหงุดหงิด ทั้งเวียนหัว ข้าพเจ้าอยากจะร้องออกมาดังๆเลยแต่ร้องอย่างไรก็ไม่ออก อยากพูดก็พูดไม่ได้ ขยับแขนขายังไม่ได้เลย  ข้าพเจ้าอยากจะเตะผ้าห่มออกไปจากตัวจริงๆเพราะมันทรมานมาก ข้าพเจ้าพยายามหายใจให้เป็นปกติและมองรอบๆห้องก็เห็นผู้ป่วยที่นอนเหมือนกันกับข้าพเจ้า ส่วนพวกพยาบาลก็คุยกันแต่เรื่องข้าวเที่ยงจะกินอะไรดี ไม่สนใจข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าจึงด่าเขาในใจ จากนั้นผ่านไปเขาก็เข็นข้าพเจ้าออกมาจากห้องนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกดีขึ้นมากที่ได้หายใจอย่างทั่วท้อง และแม่ของข้าพเจ้าก็เดินตามไปติดๆ ตอนนั้นข้าพเจ้าร้องไห้ทั้งๆที่ไม่ได้เจ็บแผลอะไรเลย ยิ่งแม่ข้าพเจ้าปลอบข้าพเจ้ายิ่งร้อง ไม่รู้เป็นอะไร จากนั้นเขาก็พาข้าพเจ้ามานอนที่ห้องพิเศษ นอนได้ไม่นานข้าพเจ้าก็อาเจียนออกมา จนพยาบาลต้องเปลี่ยนที่นอนและชุดให้ใหม่ จากนั้นแม่ข้าพเจ้าก็เอาน้ำแข็งมาประคบให้ ซึ่งตอนนั้นหมดฤทธิ์ยาแล้วก็เริ่มเจ็บแผล ซึ่งแผลในปากนั้นเจ็บจริงๆกินอะไรก็ลำบาก กลืนไม่ได้เลย แขนข้างหนึ่งก็ถูกฉีดเข้าน้ำเกลือ และแม่ข้าพเจ้าก็เฝ้าดูแลตลอดจนครบ ๑ อาทิตย์จึงกลับบ้านได้ จากนั้น ๒ เดือนก็ไปตัดไหมออก ซึ่งก็หายเป็นปกติในที่สุด

 น.ส.สิริลักษณ์  สมบูรณ์ ชั้น ม.๖/๔ เลขที่๔๔