kruooy's Blog


โลกในจินตนาการ
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 11:13 pm
Filed under: Uncategorized

เรียงความ

เรื่อง โลกในจินตนาการ

                ในช่วงการใช้ชีวิตที่ผ่านมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นประสบการณ์ชีวิตทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี หรือเรื่องที่เลวร้าย ก็นับเป็นประสบการณ์ชีวิตที่หาได้ยาก ซึ่งเรื่องบางเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราอาจจะเป็นเรื่องที่น่าจดจำ แต่เรื่องบางเรื่อง อยากลืมแต่ก็ลืมไม่ลง ไม่ว่าจะนานสักเท่าไร ประสบการณ์เหล่านั้นก็จะติดตัวเราไปตลอด ซึ่งเรื่องที่ผมจะเล่าให้ท่านฟังต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์ชีวิตจริงของผม ที่ไม่อาจลืมเลือน

                เมื่อตอนผมอายุ ๑๑ ปีขณะที่ผมยังเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลเจริญศิลป์ และผมได้เป็นนักร้องประจำโรงเรียน ผมได้รับใบประกาศนียบัตรมากมาย จากการแข่งขันประกวดร้องเพลง และได้นำชื่อเสียงมาสู่โรงเรียนอย่างมากมาย เพื่อนๆในโรงเรียนต่างก็รู้จักผมเป็นอย่างดีในนาม เสกสันต์ หรือ เสก โลโซ ซึ่งชื่อนี้เป็นฉายาที่เพื่อนเรียกกันจนติดปาก เรื่องที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ อาจเป็นเรื่องที่ฟังแล้วดูดี มีความสุข และน่าภาคภูมิใจ ซึ่งอันที่จริงก็เป็นเรื่องที่ดีอย่างว่านั่นแหละ แต่สิ่งที่ผมได้กล่าวมานี้ ยังไม่ใช่สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุด เรื่องต่อไปนี้ต่างหากที่เป็นของจริง

                เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปิดเทอมใหญ่ หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ซึ่งช่วงนั้นก็ตรงกับเทศกาลสงกรานต์พอดี ผมจึงได้มีโอกาสไปเที่ยวที่กรุงเทพฯกับพี่ชาย วันที่ผมจะเดินทางไปกรุงเทพฯผมรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมจะมีโอกาสได้นั่งรถไฟ ซึ่งก็เป็นความใฝ่ฝันของผมตอนสมัยยังเป็นเด็ก และแล้วผมก็ได้นั่งรถไฟไปกรุงเทพฯจริง ขณะที่ผมกำลังเดินทางไปกรุงเทพฯ ผมไม่ละสายตาไปจากสองข้างทางเลย เพราะมันเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามมาก มีต้นไม้สีเขียวอันงดงามมากมายบนยอดเขา ดูแล้วสบายตา และทำให้รู้สึกสดชื่น แต่เสียอย่างเดียวที่ว่าเสียงรถไฟมันดังหนวกหูไปหน่อย ขณะที่ผมนั่งรถไฟไปเรื่อยๆนั้น ผมก็ได้พบกับทิวทัศน์อันงดงามอีกครั้ง นั่นก็คือทุ่งนาอันเขียวขจีเต็มสองข้างทางในช่วงยามสนธยา ท่านก็ลองจินตนาการเอาเองนะครับว่ามันจะสวยขนาดไหน

                เมื่อเดินทางถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง รวมแล้วก็ใช้เวลาเดินทางราว ๘ ชั่วโมง ก็ถือว่านานพอสมควรซึ่งช่วงนั้นคุณลุงของผมก็ขับรถมารับที่สถานีรถไฟพอดี ช่วงนั้นก็เป็นเวลาประมาณ  

๖:๐๐ น. พวกเราก็พากันไปบ้านของคุณลุง ซึ่งอยู่ที่จังหวัดประทุมธานี จากนั้นพวกเราก็พากันพักผ่อนเพื่อเอาแรง เพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาเป็นเวลานาน รุ่งเช้าก็อาบน้ำแต่งตัวกันเพื่อเตรียมพร้อมที่จะไปเที่ยวพัทยา และหาดจอมเทียน พวกเราเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้า เพราะเป็นช่วงที่ทุกคน ต่างก็เดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลเหมือนกัน จึงเกรงว่ารถจะติด พอถึงที่หมาย หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พวกเราก็พากันเล่นน้ำอย่างสนุกสนานจนถึงเย็น หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเล่นน้ำมาเป็นเวลานาน พวกเราก็พากันหาที่พัก และเปิดห้องที่โรงแรมพักผ่อนกันเพราะวันพรุ่งนี้ก็จะไปเที่ยวต่อ ซึ่งสมาชิกก็มี ผม พี่ชาย คุณลุง คุณป้า และหลานชายของผมซึ่งเป็นลูกชายของคุณลุงกับคุณป้า ที่เพิ่งอายุ ๘ ปี พวกเราก็เปิดห้องกันสองห้อง ซึ่งห้องแรกคนที่พักจะเป็น คุณลุง คุณป้า กับลูกชาย ห้องที่สองก็จะเป็นผมกับพี่ชายที่นอนด้วยกัน

                หลังจากที่ผมอาบน้ำเสด็จ และกำลังจะเข้านอน ซึ่งในตอนนั้นผมก็รู้สึกง่วงมาก พี่ชายของผมก็ชวนดูการแข่งขันฟุตด้วยกัน และผมก็ดูบอลไปจนจบรายการแข่งขัน ซึ่งเวลานั้นก็ประมาณเที่ยงคืนพอดี ขณะที่ผมชวนพี่ชายของผมนอน พอหันหน้ากลับไปก็ไม่รู้ว่าพี่ชายของผมหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ จากนั้นผมก็ปิดทีวีและเข้านอน แต่ผมก็ไม่เคยไหว้พระก่อนนอนสักที ขณะที่ผมกำลังจะเคลิ้มๆหลับอยู่นั้น ผมได้ยินเสียงเปิดประตูห้องน้ำ จากนั้นก็ตามด้วยเสียงชักโครก ผมคิดว่าพี่ของผมคงปวดฉี่ เลยลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำจึงไม่ได้เอะใจอะไร เพราะผมก็กำลังจะหลับอยู่แล้ว เพียงครู่เดียว ผมก็รู้สึกเหมือนกับมีคนก้าวขึ้นมายืนอยู่บนที่นอนด้านปลายเตียง เพราะรู้สึกได้ว่าฟูกที่นอนมันยวบๆ ผมลืมตาขึ้นมองคิดว่าเป็นพี่ชายของผมเขาคงจะละเมอ แต่เมื่อสายตาของผมมองเห็นผู้ชายที่กำลังยืนอยู่บนฟูกตรงปลายเท้าเท่านั้น ผมก็ต้องสะดุ้งสุดตัว ใจหายวาบ มันบอกไม่ถูก ผมไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย ร่างที่ผมเห็นนั้นไม่ใช่พี่ แต่กลับเป็นร่างของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนจ้องหน้าผมอยู่ ใบหน้าของเขาซีดขาวจนออกเป็นสีเหลือง ผมสั้นเกรียน เบ้าตาลึกดำคล้ำจนผลุบไปเป็นหลุม ร่างนั้นใส่เสื้อสีขาวกางเกงสีดำ เขายืนแข็งทื่อเหมือนกับท่อนไม้อย่างไรอย่างนั้นเลย ไม่ทันไรร่างร่างนั้นก็โถมเข้ามาทับบนร่างของผมจนผมรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัว ใบหน้าซีดของเขาอยู่เหนือใบหน้าผมเพียงแค่ฝ่ามือเดียวเท่านั้น และนัยน์ตาที่เป็นเบ้าลึกดำคล้ำนั้นก็จ้องประสานกับสายตาของผมโดยไม่กระพริบ ไม่เคยมีเหตุการณ์ไดในโลกที่จะทำให้ผมสยองเท่ากับเหตุการณ์ในขณะนั้น ผมกลัวจนแทบจะตะโกนร้องออกมาแต่ก็ตะโกนไม่ได้ มนรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัว ในตอนนั้นผมรู้ดีว่าตัวเองเจอดีแน่ๆจึงพยายามรวบรวมสติให้มั่น แล้วสวดมนต์เท่าที่ผมจะนึกได้ ขณะเดียวกันผมก็พยายามรวบรวมแรงของผมเท่าที่มี ผลักร่างของชายผู้นั้นให้หลุดพ้นออกไป ผมต่อสู้กับร่างนั้นอยู่ประมาณสิบนาที ร่างกาย แขนขาก็พยายามดิ้นรนผลักไส ส่วนปากก็พร่ำสวดมนต์อยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดผมก็รู้ว่าแรงของเขาเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ จนในที่สุดร่างของชายผู้นั้นก็หายไป

                ร่างของผมเต็มไปด้วยเหงื่อที่ไหลออกมา ขณะที่ต่อสู้กับวิญญาณร้าย ผมรู้สึกเหนื่อยจนหอบกว่าจะเอาชนะเขาได้ แต่อย่างน้อยผมก็รู้สึกโล่งใจที่ตัวเองหลุดพ้นออกมาจากการถูกชายผู้นั้นคลอบงำ ขณะที่ผมรู้สึกโล่งอกอยู่นั่นเอง จมูกของผมก็ได้กลิ่นเหม็นหื่นเหมือนเหม็นเน่าอะไรบางอย่างโดยไม่รู้สาเหตุ จากนั้นหูก็ได้ยินเสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นมาข้างๆหูทางด้านซ้าย มันเป็นเสียงแหบพร่าที่เย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจเลยทีเดียว เสียงนั้นพูดว่า “ทำ…ไม…ไม่…สวด…ต่อ… อยาก…ฟัง” ผมหันไปมองทางต้นเสียงทันที และสิ่งที่ผมเห็นมันก็ทำให้ผมต้องตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง เพราะข้างเตียงผมนั่นเอง มีร่างของชายผู้นั้นกำลังนอนแสยะยิ้มอยู่ ใบหน้าของเขาเขียวช้ำมีคราบเลือดคราบน้ำเหลืองเกาะอยู่เกรอะกรัง นัยน์ตากลวงโบ๋ หันหน้ามาเผชิญหน้ากับผมพร้อมกับจ้องอย่างไม่ลดละ ผมหลับตาพยายามพลิกหันไปอีกทาง หยิบผ้าห่มมาคลุมโปงตัวสั่น ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี สักพักกลิ่นเหม็นเน่านั้นก็ค่อยๆหายไป พร้อมกับร่างนั้นก็หายไปเช่นกัน ผมรีบลุกจากเตียงเปิดไฟพร้อมกับปลุกให้พี่ชายผมตื่น แล้วผมก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พี่ชายของผมฟัง แล้วพี่ชายผมก็บอกว่า “โห ฝันไปรึเปล่า ไม่อย่างนั้นก็นอนละเมอแน่เลย”  ผมเลยบอกว่า “เปล่านะครับ ผมเจอจริงๆ”และพี่ชายผมก็พูดว่า “ไม่มีอะไรหรอก นอนต่อเถอะ” แล้วพี่ของผมก็ไม่สนใจกับสิ่งที่ผมพูด เขาเกาหัวแล้วก็โน้มตัวลงนอนอย่างสบายใจ ส่วนผมก็ได้แต่ผวากับเรื่องราวทั้งหมด นี่นะหรือที่ว่ากันว่า เวลาเจอของอย่างนี้มันอธิบายไม่ถูก ต้องเจอกับตัวถึงจะรู้ ซึ่งตอนนี้ผมก็รู้แล้วว่ามันเป็นอย่างไร

                พอรุ่งเช้าพวกเราก็ไปเที่ยวกันต่อที่หาดบางแสน และผมก็ได้เล่าเรื่องให้คุณลุงกับคนอื่นๆฟัง แต่ที่น่าแปลกก็คือ ทุกคนต่างก็หัวเราะ และไม่ค่อยใส่ใจในสิ่งที่ผมพูด ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ตลกเลย หลังจากที่เล่นน้ำเสร็จพวกเราก็กลับบ้าน เพราะผมก็ไม่กล้าเสี่ยงที่จะพักโรงแรมอีก หลังจากที่เราเดินทางกลับถึงบ้านของคุณลุง ผมกับพี่ก็เก็บข้าวของเตรียมตัวกกลับบ้านกัน เพราะผมกะว่าจะกลับไปเล่นน้ำสงกรานต์ที่บ้านของตัวเองดีกว่า จากนั้นผมกับพี่ชายก็เดินทางกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย พอกลับถึงบ้านผมก็ได้เล่าเรื่องราวต่างๆตอนที่ผมไปเที่ยวให้พ่อกับแม่ฟัง แต่ผมก็ไม่ได้เล่าเรื่องสยองเรื่องนั้นให้ใครฟังเลย ในบางคืนที่ผมนอนหลับ ก็ยังฝันเห็นหน้าชายคนนั้นอยู่ หรือเป็นเพราะว่าผมคิดไปเองก็ไม่รู้ แต่ที่รู้คือ เหตุการณ์ในครั้งนี้ ก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยาก และเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมได้เลย จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมไม่กล้าที่จะนอนโดยไม่สวดมนต์ก่อนนอน และอีกอย่างมันก็ทำให้ผมได้รู้ว่า “จะอยู่ที่ไหน ก็ไม่สุขใจ เท่าบ้านเรา”

   ผู้เขียน

        นายเสกสันต์  ไชยศรี

         ชั้น ม.๖/๓ เลขที่ ๑๕

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

                ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๒

Advertisements

ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: