kruooy's Blog


เรียงความเรื่อง ครั้งแรกกับขอนแก่น
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 4:39 pm
Filed under: Uncategorized

เรียงความเรื่อง ครั้งแรกกับขอนแก่น

                ประสบการณ์ในชีวิตของคนเรานั้นมีมากมายหลายเรื่อง  มีบ้างที่ประทับใจ  มีบ้างที่เกลียดจนไม่อยากจะจำ  หรือเพียงแค่ได้ยินเท่านั้นก็อยากที่จะเบือนหน้าหนี  สำหรับผมแล้วประสบการณ์ที่ผมเลือกที่จะเล่ามันอาจจะทำให้ต้องเบือนหน้าหนี  หรืออาจจะเก็บไว้เป็นความประทับใจที่ไม่ความจะลืม  นั้นก็เพราะมันสอนให้ผมรู้จักอะไรหลายๆอย่างมากขึ้น

                แสงแดดเริ่มทอแสงผ่านไรผ้าม่านเข้ามาสัมผัสกับเปลือกนัยน์ตาของชายคนหนึ่ง  ทำให้เขาต้องตื่นขึ้นมาพร้อมที่จะเริ่มกิจกรรมของวันใหม่  เหตุเพราะว่าวันนี้วันนี้เป็นวันหยุดวันอาทิตย์ที่ ๒ เดือนมกราคมของปี ๕๐  เข็มของนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังห้องยังคงชี้เลขเก้าอยู่มีเพียงแต่เข็มสีแดงที่ยังเดินไม่หยุด  กองผ้าห่มที่ถูกเขี่ยลงมาจากเตียงก็ยังคงกองอยู่ที่พื้นห้องเหมือนเดิม  และแล้วก็มีเสียงฝีเท้าที่เร่งวิ่งเข้าไปในห้องน้ำเท่านั้นที่ดังขึ้น  เมื่อเขาเหลือบตามองดูนาฬิกาอีกครั้ง

                ถึงแม้ว่าวันนี้จะเป็นวันหยุดแต่ชายผู้นี้มีเรื่องที่จะต้องทำ  เขาเร่งรีบอาบน้ำแล้วแต่งตัวก่อนออกมาหน้าบ้านเพื่อมาลาแม่ของเขา  ชายผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคนนั้นคือตัวผมเองเมื่อสองปีก่อน  วันนี้ผมต้องออกจากบ้านเพื่อที่จะเอาโทรศัพท์ไปซ่อมที่ขอนแก่น  แต่ตอนนี้ก็สายมากแล้วซึ่งแม่ก็บอกว่าไว้แล้วว่ามันคงไม่ทันแน่หากจะไปขอนแก่นตอนนี้  เพราะถ้ากลับมาถึงอุดรแล้วคงจะไม่ทันรถเที่ยวสุดท้ายแน่  ผมก็ได้แต่ตอนแม่ไปว่า “ไม่เป็นไรหรอครับ  ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมคงจะนอนข้างทางแถวนั้นเองแหล่ะ” พอพูดแล้วผมก็ยิ้มให้ท่านก่อนเดินออกจากบ้านให้เพื่อนข้างบ้านไปส่งที่ศาลาเพื่อรอรถ

                เมื่อเวลาผ่านไปสักพักรถบัสก็มาถึง  ผมต้องนั่นรถจากกุดจิกไปลงที่อุดรก่อนแล้วค่อยต่อรถไปขอนแก่นอีกที  ผมใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆเพื่อที่จะมาถึงอุดร  ตอนนี้ก็เกือบเที่ยงแล้วสิ่งที่ผมต้องทำต่อไปคือขึ้นรถเพื่อต่อไปขอนแก่น  เมื่อผมลงมาจากรถแล้วก็มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งเข้ามาหาแล้วถามว่า “จะไปไหน” ผมจึงบอกเขาไปว่าจะไปขอนแก่น เขาก็บอกให้ผมรีบไปขึ้นรถโคราชที่กำลังจะออกไปเพราะรถที่จะไปโคราชนั้นจะวิ่งเร็วกว่ารถที่จะไปขอนแก่น  ผมจ่ายค่าตั๋วโดยสาร ๗๖ บาท  แล้วเดินขึ้นรถไป  ความรู้สึกตอนนี้ผมรู้สึกแปลกๆอยู่เลย  อาจเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกสำหรับผมก็ได้ที่จะได้ไปของแก่นเพียงคนเดียว  โดยที่รู้เพียงว่าจุดหมายอยู่ที่ศูนย์บริการโนเกีย สาขาโลตัสขอนแก่นเท่านั้น  เพราะถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ผมจะเคยไปกรุงเทพฯคนเดียวตอนอายุ ๑๔ ปี แต่ผมกลับรู้สึกสบายใจกว่าครั้งนี้เสียอีก  นั้นอาจเป็นเพราะว่าผมมีแผนการเดินทางที่ดีกว่าตอนนี้กระมัง  ผมนั่นรถราวๆ ๒ ชั่วโมงจะถึงขอนแก่นก็เกือบบ่ายสองโมงแล้ว

                ขอบแก่นสำหรับผมในครั้งนั้นมันดูใหญ่มาก  มองไปทางไหนก็มีแต่ถนนสำหรับวิ่งรถ  ผู้คนพากันเดินชุลมุนอย่างกับว่านี่เป็นกรุงเทพเสียอีก  และสิ่งแรกที่ผมทำเมื่อลงจากรถก็คือถามคนที่อยู่แถวนั้นว่าโลตัสอยู่ทางไหนและต้องต่อรถสายไหนไปบ้างถึงจะไปถูก  แต่กระนั้นกว่าผมจะไปถึงผมก็ต้องต่อรถถึงสองสายกว่าผมจะไปถึงจุดหมาย  ในใจผมคิดเสมอว่าตอนนี้ก็บ่ายสองแล้วถ้ากลับไปจะถึงบ้านกี่โมง  จะทันรถรึเปล่า  แต่กระนั้นผมก็เลือกที่จะเดินหน้าต่อไป  ผมเดินเข้าศูนย์โนเกียแล้วส่งโทรศัพท์ผมให้กับพนักงาน  แต่คำตอบที่ได้รับคือผมต้องรอ ๓ ชั่วโมง

                เวลา ๓ ชั่วโมงช่างยาวนานเหลือเกิน  สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้ก็คือฆ่าเวลาที่เหลือของตัวเองที่มีอยู่โดยการเดินเล่นในห้างโลตัสแลละมองดูข้าวของต่างๆ  ไปกินข้าวบ้าง  ดูของใช้ที่เขานำมาขายบ้าง  และออกมานั่งมองดูรถที่วิ่งเข้าวิ่งออกในแต่ละวัน  และก็พลันคิดถึงอาชีพการเป็นยามว่ามันคงน่าเบื่อมากๆเลยหากเราจะต้องมาคอยดูรถที่ผ่านไปมาในแต่ละวันที่ไม่คุ้นและซ้ำกัน  จะมีสักกี่คันที่สะดุดตาเราบ้าง  และก็มองดูร้านขายซีดี ที่กำลังเปิดการ์ตูนเรื่องใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้าที่เดินผ่านไปมา และสุดท้ายผมก็ต้องมาจบที่ต้องมานั่งนับเงินในกระเป๋าตัวเองเพราะตอนนี้ผมเหลือเงินไม่ถึง ๒๐๐ บาทด้วยซ้ำ นั้นหมายถึง ผมไม่สามารถซื้อขนมหรือซื้อของกินอะไรได้อีกแล้วเพราะนั้นคือค่ารถกลับบ้าน…

                ตอนนี้ก็เกือบ ๕ โมงเย็นแล้วถึงเวลาที่ความเบื่อจะจากไป  ผมเดินเข้าไปในศูนย์โนเกียอีกครั้งเพื่อที่จะไปเอาเจ้าตัวปัญหาสำหรับวันนี้กลับบ้านเสียที  ผมได้โทรศัพท์นั้นมาพร้อมกับใบประกันก่อนที่ผมจะวิ่งออกไปรอรถที่ฝั่งตรงข้ามเพื่อที่จะไปขึ้นรถที่ บขส. ห้างร้านต่างๆริมถนนเริ่มเปิดไฟแสงของดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าไปทีละน้อย  ผู้คนที่เดินพลุกพล่านเริ่มมีมากขึ้น  ทำให้ผมรู้สึกถึงความแตกต่างจากที่ๆผมจากมา  ที่นี่มีการแข่งขันเหมือนเมืองใหญ่ๆ  เสียงรถบีบแตรเพื่อเตือนผู้คนที่กำลังจะข้ามถนนดังเป็นระลอกคลื่น  ความเงียบที่มีเริ่มที่จะถอยห่างออกไป  มีแต่ความเงียบในใจที่เพิ่มมากขึ้น  ผมได้เพียงแต่คิดว่า  บางทีถ้าหากว่าผมจากที่ๆแห่งนี้ไปแล้ว  ผมอาจจะไม่อยากกลับมาที่นี่อีกก็เป็นไปได้

                แต่ทว่าตอนนี้ผมยังเดินทางไปไม่ถึง บขส. ด้วยซ้ำ  มีแต่เพียงสายตาหนึ่งคู่ที่เฝ้ามองหาหนทางที่จะกลับไปยังเส้นทางเดิมที่ตนเคยมา  แต่พอเมื่อมาถึง บขส. เท่านั้นผมก็รู้สึกดีใจขึ้นมาอีกระดับหนึ่งเพราะรถเที่ยวสุดท้ายยังอยู่ที่นี่  ผมรีบกระโจนลงจากรถโดยสารแล้วรีบซื้อตั๋วรถก่อนที่จะได้ขึ้นรถบัส  เพียงไม่กี่นาทีรถบัสก็ออกจาก บขส. ผมว่าผมโชคดีแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ต้องนอนที่ของแก่นนี่  บ้านเมืองที่ผมไม่เคยแม้แต่จะรู้จัก  แต่ยังไงซะความสบายใจก็ยังมีอยู่เพียงแค่ชั่ววูบเพราะผมต้องรอลุ้นอีกว่าถ้าผมถึงอุดรแล้ว  แล้วรถที่จะกลับบ้านล่ะจะยังมีอยู่รึเปล่า  หรือว่าผมต้องนอนตากน้ำค้างในช่วงฤดูหนาวที่อุดรจริงๆ  ความคิดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวผมตลอดเวลามันเหมือนเป็นช่วงระยะเวลาสั้นแต่นานแสนนาน  มันทำให้ผมนึกถึงสิ่งเวลาตลอดทั้งวันที่ผ่านมา  นึกถึงคำพูดของตนที่พูดกับแม่ก่อนที่ผมจะออกจากบ้านและนึกถึงที่นอนที่มีตนเองนอนอยู่ในผ้าห่มผืนอุ่นๆ  จนกระทั่งเมื่อรถบัสจอดลงใจผมพองโตขึ้นเฝ้ามองหารถที่จะออกจากอุดรไปพร้อมทั้งลุกขึ้นเดินลงมาจากรถอย่างเร่งรีบ  รถนั้นจอดอยู่ที่สี่แยกทางที่รถสายสกลจะออก  แต่ตอนนี้ไม่มีรถอีกคันที่ว่า  ความรู้สึกในตอนนั้นทำให้ผมไม่อยากทำเรื่องในวันนี้เลย ทั้งโกรธตัวเองที่ทำอะไรก็ไม่รู้จนทำให้ตนต้องนอนที่นี่จริงๆ จิตใจตอนนั้นว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออก ได้แต่อึ้งอยู่สักพัก มีเพียงแต่ชายแปลกหน้าที่เดินเข้ามาแล้วร้องบอกว่า “รถเพิ่งจะออกไปเมื่อตะกี้เองจะให้ไปส่งที่ตลาดหนองบัวไหม”  ผมไม่คิดอะไรก็กระโดดขึ้นรถเลยและบอกให้พี่เขาออกรถไป ในใจคิดว่าทำไมคนอุดรช่างเป็นคนใจดีจัง น้ำตาแทบร่วงเมื่อขี่รถไปถึง ไม่มีรถบัส ไม่มีผู้โดยสาร และไม่มีแม้แต่คนขายตั๋ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเราตกรถจริงๆ มอร์ไซด์รับจ้างจึงพาผมกับพี่อีกคนกลับมาที่บขส.เหมือนเดิม เพราะนอกจากผมที่ลงจากรถแล้วยังมีพี่อีกสามคนที่เพิ่งเดินทางมาจากกรุงเทพฯจะกลับบ้านตกรถด้วยเหมือนกัน และวินมอร์ไซด์ก็เก็บเงินจากผมและพี่คนที่นั่งมาด้วยกันคนละ ๖๐ บาท ภาพที่ว่าคนอุดรนั้นใจดีนั้นหายไปในทันที เงินที่ผมอุตส่าห์เก็บไว้เป็นค่ารถกลับบ้านนั้นก็หมดไปเหมือนกัน

                สิ่งที่คิดคือ “ตอนนี้ผมจะกลับบ้านยังไง” ความคิดต่างๆนั้นยังวนเวียนอยู่ในหัวของผม สักพักพี่ผู้หญิงสองคนที่ลงจากรถพร้อมกันกับผมก็เดินเข้ามาหาพี่ผู้ชายที่มาด้วยกัน พี่เขาคุยกันว่าจะเหมารถกลับกันดีไหม และพี่เขาก็ชวนผมไปด้วย เพราะความสงสารกระมั้งจึงทำให้ที่ชวนไปด้วย และผมก็ตัดสินใจเพราะไม่มีทางเลือก ผมนั่งอยู่ท้ายรถกระบะไปกับพี่เขา พี่ทั้งสามนั้นใจดีมากสำหรับผม ซึ่งต่างจากที่ผมได้ให้ความหวังไว้กับคนขับรถมอร์ไซด์รับจ้าง พี่ๆเขาเล่าให้ฟังว่าที่กลับมาจากกรุงเทพฯนี่ก็เพราะต้องมางานศพของพ่อ พ่อของพี่เขาหลับไปอย่างสบายก่อนที่แม่จะไปเจออยู่บนบ้าน ผมฟังแล้วผมรู้สึกได้เลยว่า พี่เขายังเสียใจอยู่ที่ไม่ได้ลาพ่อ

                พวกพี่ๆเขาอยู่บ้านดุงซึ่งความว่าผมต้องลงที่แยกหนองเม็กแล้วหารถกลับมาบ้านตัวเองอีกที พี่ๆเขาจึงชวนผมไปนอนพักที่บ้านพี่เขาก่อนแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับบ้าน ยิ่งฟังผมยิ่งรู้สึกเกรงใจพี่เขามากเมื่อพี่เขาบอกว่าจะออกเงินค่ารถให้ ผมได้ยินแค่นั้นก็ทำให้ผมนึกถึงน้ำใจพี่เขา เพราะเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนหน้านี้เลย จนผมอดที่จะคิดไม่ได้ว่า อาจเป็นเพราะเมื่อชาติที่แล้ว ผมคงจะเคยช่วยหรือให้ที่พักพิงแก่พี่เขาไว้ จนต้องมาตอบแทนกับในชาตินี้ แต่กระนั้นก็ทำให้ผมซาบซึ้งในน้ำใจพี่เขาจริงๆ

                วันนี้เป็นคืนเดือนมืดทำให้มองเห็นดาวในหน้าหนาว ลมที่เย็นยะเยือกพัดผ่านทุ่งนาที่เรียงรายอยู่สองข้างทางเข้าบ้านดุง ถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อทำให้รถวิ่งได้ไม่เร็วนัก นี่ก็เป็นครั้งแรกของผมเหมือนกันสำหรับการมาที่นี่

                เมื่อรถจอดลงที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ผู้คนที่อยู่ในงานต่างเดินออกมาดู แม่ของพี่เขานั้นวิ่งเข้ามากอดลูกทั้งสามและเล่าวันที่สูญเสียพ่อของพี่เขาให้ฟังว่าเป็นยังไง ผมได้แต่มองดูแล้วเดินตามไปไหว้ศพพ่อของพี่เขา คืนนี้ผมก็นั่งฟังทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างเล่าเรื่องต่างๆให้กันฟัง สำหรับลูกหลานที่กลับมาจากกรุงเทพฯ ของฝาก และกินข้าวกัน ที่หมู่บ้านนี้ยังไม่เจริญรุ่งเรืองมากนัก ถ้าเทียบก้น่าจะประมาณ ๑๐ ปีที่แล้วกับหมู่บ้านที่ผมอยู่ การมีชีวิตแบบเรีบยง่ายแบบนี้ผมคิดว่ามันคงจะหายไปแล้ว แต่ตอนนี้ผมได้มาเห็นและสัมผัสจริงๆกับที่นี่

                จนตอนนี้ก็เช้าแล้ว ผมยังนอนอยู่ในชุดเมื่อวานอยู่เลย ผมลุกขึ้นแล้วมองออกไปนอกบ้านเห้นลมพัดผ่านต้นมะขามใหญ่ชวนให้นึกถึงหน้าหนาวปีนี้ที่กำลังจะมาถึงว่าคงจะหนาวมากเลยล่ะ ผมได้แต่ล้างหน้าแล้วเตรียมตัวกลับบ้าน เพราะตอนนี้พวกพี่ๆเขาก็จะออกไปซื้อของที่ในเมือง(ตลาดบ้านดุง)แล้วจะได้ไปส่งผมด้วย ระหว่างนั่งรถกลับออกมามันทำให้ผมคิดว่า ถ้าหากเป็นไปได้และมีโอกาศ ผมจะกลับมาที่นี่และตอนแทนน้ำในของพวกพี่ๆเขา แต่บางทีสักวันผมอาจจะเจอพวกพี่เขาอีกก็ได้

                สำหรับประสบการณ์ในครั้งนี้ได้สอนให้ผมได้รู้ว่า คนเรามีทั้งคนดีและคนเลวอยู่รวมกัน ซึ่งทุกคนต่างก็ต้องเจอกับทั้งสองรูปแบบ มันขึ้นอยู๋กับว่าเราจะรับมันได้แค่ไหน การไปของแก่นคราวนี้จะป็นประสบการณ์ที่ผมมิอาจลืมและเป็นบทเรียนสำหรับผมตลอดไป

 ชื่อ นายภานุพงษ์   คำทะเนตร   ชั้น ม.๖/๑  เลขที่ ๑๓ 

Advertisements

ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: