kruooy's Blog


เรียงความเกี่ยวกับโลกจิตนาการและโลกอุดมคติ
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 4:26 pm
Filed under: Uncategorized

เรื่อง  หลับเป็นเหตุ

 

            ในชีวิตคนเราย่อมมีเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมากมายอาจเป็นเรื่องราวที่น่าจดจำน่าประทับใจและบางบางเรื่องราวอาจเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าประทับใจ  แต่ในบางเหตุการณ์นั้นก็ทำให้เราลืมไม่ลงและก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของเรา  แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านมานานแล้วก็ตาม

             สำหรับเหตุการณ์ที่ทำให้ดิฉันลืมไม่ลงนั้น  มีอยู่ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงสัปดาห์ก่อนปิดภาคเรียนที่ ๒ ของชั้น ม. ๕ ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายของการส่งงานทุกอย่างของทุกๆวิชา  วันนั้นตรงกับวันพุธและดิฉันก็กลับบ้านตามปกติ  หลังเลิกเรียนก็ได้ขึ้นรถประจำทางกลับและตามปกติแล้วดิฉันจะมีกระเป๋าถือที่เอาไว้ใส่เอกสารงานต่างๆทั้งหมดมาโรงเรียนทุกวัน  และก็ไม่เคยลืมไว้ที่ไหนเลยเพราะกระเป๋าใบนั้นถือได้ว่าสำคัญมาก  ถ้าหายขึ้นมาคงลำบากแน่ๆ  แต่วันนั้นดิฉันได้วางกระเป๋าถือไวตรงช่องว่างระหว่างที่พักขา  เนื่องจากกระเป๋าถือหนักมาก  และขณะที่อยู่บนรถดิฉันก็เผลอหลับแต่พอใกล้ถึงปลายทางที่จะลงดิฉันก็ตื่นได้ทันเวลาพอดี  จึงทำให้รีบลงรถโดยไม่สำรวจของก่อน  แต่พอลงรถแล้วสักพักจึงหันกลับไปมองรถคันนั้น  แล้วเริ่มนึกขึ้นได้ว่าทำไมรู้สึกโล่งๆไม่ได้ถืออะไรในมือ  พอคิดว่าลืมกระเป่าถือไว้บนรถแค่นั้นแหละในวินาทีนั้นดิฉันตกใจและเป็นกังวลมาก  แต่พอเริ่มได้สติก็คิดว่าจะทำยังไงดี  ซึ่งขณะนั้นก็มีคุณยายคนหนึ่งที่ยืนอยู่บริเวณใกล้ๆตรงนั้นได้ถามว่าเป็นอะไรรึเปล่า  ดิฉันตอบว่าหนูลืมกระเป๋าใบงานไว้บนรถ  คุณยายมีสีหน้าตกใจนิดหน่อยและก็ช่วยชี้ทางให้ว่าให้รีบตามไปเอาเดี๋ยวจะไม่ทัน  ต่อมามีมอเตอร์ไซด์พี่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งซ้อนท้ายหลานกำลังผ่านมาพอดีคุณยายก็โบกรถคันนี้ให้   พี่เขาก็จอดให้ทั้งๆที่ยังทำหน้างงๆอยู่  ดิฉันตัดสินใจขึ้นรถไปและบอกให้พี่เขาตามรถบัสคันนั้นไป  พี่เขาถามว่าให้ตามไปทำไม  ดิฉันตอบกลับไปว่าลืมกระเป๋าใบงานไว้บนรถแค่นั้นแหละค่ะพี่เขาก็รีบเร่งเครื่องทันที  จนในที่สุดก็ตามจนเห็นหลังรถประจำทางคันนั้นซึ่งในขณะนั้นรถจอดรับผู้โดยสารป้ายข้างหน้าพอดีจึงทำให้ดิฉันตามทันในที่สุด   ขณะที่กำลังขึ้นไปเอากระเป๋าบนรถก็มีพี่ผู้ชายที่เป็นกระเป๋ารถคนขับรถรวมถึงคนที่นั่งอยู่เบาะหน้าก็หน้างงตามๆกันแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร  พอดิฉันถือกระเป๋าลงมาก็คิดในใจว่าโชคก็ยังเข้าข้างเราอยู่บ้าง  เพราะจากระยะทางที่ดิฉันลง  มันเป็นระยะทาง ๓ – ๔ กิโลเมตร  กว่าจะถึงตรงนั้น  ตามปกติแล้วรถมอเตอร์ไซด์คงจะวิ่งตามไม่ทัน  แต่ที่ตามทันนั้นอาจจะเป็นเพราะรถประจำทางวิ่งช้าหรือพี่เขาขับรถเร็วมากก็ได้  พอดิฉันได้กระเป๋าคืน  ดิฉันก็ขอบคุณพี่เขาเพราะถ้าไม่ได้พี่เขาก็ไม่รู้จะตามกระเป๋าอย่างไรดี  และยังมีอีกคนที่ดิฉันรู้สึกขอบคุณอยู่ในใจก็คือคุณยายที่ช่วยชี้ทางให้  หลังจากนั้นดิฉันก็ได้ไปเดินที่ตลาดนัดคลองถมที่อยู่ข้างๆ ที่รอรถ  เพื่อเป็นการฆ่าเวลาที่จะรอให้แม่มารับเพราะว่าวันนั้นบังเอิญแม่ไปทำธุระที่จังหวัดอุดรธานีและก็โชคดีที่เป็นทางผ่านกลับบ้านพอดี  พอเดินตลาดได้สักพักหนึ่งก็เห็นคนสติไม่สมประกอบ  ตอนแรกก็ไม่คิดอะไรมากก็เดินผ่านไปเฉยๆ  สักพักเริ่มรู้สึกมีคนเดินตามพอหันไปมองก็เจอคนสติไม่สมประกอบคนนั้นเดินตาม  ดิฉันตกใจมากจึงรีบเดินหนีแต่เขาก็ยังเดินตามมาด้วย  ดิฉันรู้สึกกลัวมากเพราะดูออกเลยว่าคนนี้ต้องเป็นบ้าแน่นอนเพราะเล่นแต่งตัวด้วยชุดสีแดงและเอาดอกไม้ทัดหู  ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเขาเป็นผู้ชายและยิ้มกรุ่มกริ่มให้กับดิฉัน  แต่ในขณะนั้นแม่ก็โทรเข้ามาบอกให้ไปขึ้นรถกลับบ้านพอดี  ดิฉันก็เลยวิ่งออกมาที่รถและขึ้นรถกลับบ้านพร้อมแม่

           เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นจึงเป็นเรื่องที่คอยเตือนให้ดิฉันทำอะไรให้รอบคอบและต้องมีสติเสมอ  ควรระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้และคงจะเป็นเหตุการณ์ที่ดิฉันลืมไม่ลงไปอีกนาน     

 เรื่อง  ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ข้าพเจ้าทำงานเป็นครั้งแรก

 ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ข้าพเจ้าได้มีประสบการณ์การทำงานเป็นครั้งแรกในชีวิตเป็นการทำงานที่อาจจะไม่ได้หนักหนาอะไรมากมาย  แต่สำหรับดิฉันแล้วการทำงานนี้เป็นประสบการณ์ใหม่ๆและยังทำให้เรารู้จักการมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเรามากขึ้น  อาจจะเหนื่อยบ้างแต่ก็สนุกดีแถมยังได้เงินใช้ที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองอีกด้วย

เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ของ ม. ๒ จะขึ้น ม. ๓ ดิฉันมีความตั้งใจจะไปเที่ยวบ้านป้าเพราะอยากไปอยู่กับพี่สาวสองคนที่เป็นลูกสาวของป้าแต่พอดีป้าบอกว่ามีงานให้ทำอยู่นะอยากทำไหม  ดิฉันคิดว่าก็ดีเหมือนกันถ้าได้ทำงานจะได้มีอะไรทำ ถ้าไม่ทำงานก็อยู่ว่างเฉยๆจึงตัดสินใจทำงานที่ป้าหาไว้ให้ ดิฉันก็อาศัยอยู่กับป้าที่จังหวัด

นครราชสีมา บ้านป้าก็จะอยู่ใกล้ๆกับที่ทำงานพอดี ทำให้ไปมาสะดวกเดินไปก็ถึงและก็เป็นการประหยัดไปในตัวด้วย  งานที่ดิฉันทำเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัวมีพนักงานช่วยกันทำ  ๖  คน  หน้าที่ของดิฉันคือการกรอกขนมใส่บรรจุภัณฑ์ซึ่งตอนเข้าไปทำแรกๆก็ต้องปรับตัวอยู่บ้างเริ่มตั้งแต่ตื่นแต่เช้าแล้วเข้าทำงานตั้งแต่  ๘.๐๐ น. – ๑๗.๐๐ น.  และก็ต้องปรับตัวกับพี่ๆที่ทำงานด้วยกันแต่ก็ยังดีที่พี่สาวของดิฉันก็ทำงานอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน งานก็ไม่ได้หนักหนาอะไรมากมายแค่นั่งกรอกขนมใส่ถุงแต่นั่งนานๆ แล้วแล้วก็เมื่อยเหมือนกันนะ ยิ่งตอนที่ดิฉันไปทำงานอยู่ที่นั่นมีงานเข้ามาเยอะมากๆ เพราะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์พอดี  จึงทำให้ดิฉันพลอยได้รับผลประโยชน์ไปในตัวด้วย  เพราะถ้างานเข้ามาเยอะงานก็จะไม่เสร็จทันเวลางานทำให้เราต้องทำงานต่อเกินเวลาและคิดเป็นโอทีตามชั่วโมง  บางวันเกินไปถึง ๑๙.๐๐ น. หรืออาจจะถึง ๒๐.๐๐ น. แต่ก็คุ้มค่าอยู่เหมือนกันถึงจะเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิมบ้าง ก็นั่นแหละค่ะเพื่อเงินที่จะได้เป็นผลตอบแทน  อาจจะสงสัยกันนะคะว่าเป็นขนมอะไรบ้าง ก็เป็นขนมของฝากทั่วๆ ไปเช่น  ขนมอบกรอบ  ฟักทองอบกรอบ  ทุเรียนอบกรอบ  มะขามคลุก  ข้าวเกรียบปลาหมึก  นอกเหนือจากขนมยังมีอย่างอื่นอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม  อาหารต่างๆ ที่ทำให้ดิฉันทึ่งมากก็คือทั้งๆ ที่เป็นแค่บ้านจัดสรรธรรมดาหลังหนึ่งที่ต่อที่เก็บของออกไปด้านข้างไม่กว้างมากนักแต่ทำไมถึงได้มีของไว้ทำขายเยอะแยะมากมายตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบจริงๆ  และการที่ดิฉันไปทำงานก็ไม่ได้ช่วยให้ดิฉันผอมลงเลยเพราะกรอกขนมไปก็กินไปด้วยเป็นบางครั้งขนมก็รสชาติอร่อยทั้งนั้น  อย่าคิดนะคะว่าแอบกินเองไม่ใช่เลยเพราะที่นั่นสามารถชิมได้ตามสบายแต่อย่ามากเกินไป  ทำไปชิมไปมีความสุขดีผลที่ตามมาน้ำหนักขึ้น ๓ กิโลกรัม  ส่วนค่าตอบแทนที่ได้รับคิดเป็นวันละ ๑๒๐ บาท  ค่าเกินเวลาชั่วโมงละ ๓๐ บาท  ดิฉันทำงานเป็นเวลา ๔๒ วัน ซึ่งคิดเป็นเงินรวมทั้งหมด ๕,๗๐๐ บาท  วันที่ได้รับเงินรู้สึกดีใจมากและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เงินจากการทำงานของตัวเอง  หลังจากที่ไดรับเงิน ๒-๓ วัน พี่สาวดิฉันก็พาดิฉันไปเที่ยวจะพูดง่ายๆ ก็ไปใช้เงินนั่นเองค่ะซึ่งก็ต้องใช้เงินในจำนวนจำกัดด้วยเช่นกัน  เพราะจะต้องเผื่อค่ารถกลับบ้านด้วย  ส่วนการให้รางวัลกับตัวเองคือการซื้อของซื้อเสื้อผ้าบ้าง  หลังจากนั้นก็กลับบ้านแล้วแม่ก็พาไปซื้อสร้อยคอทองคำเก็บไว้ซึ่งได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเราเอง  ที่ต้องไปซื้อเพราะแม่กลัวว่าเราจะใช้เงินหมด  จริงๆ แล้วอาจจะหมดไปแล้วก็ได้ถ้าไม่ซื้อสร้อยเก็บไว้

                จากการที่มีประสบการณ์ในการทำงานในครั้งนั้นจึงทำให้ดิฉันรู้ว่าการหาเงิน  การทำงานด้วยสองมือสองเท้าของตัวเองมันยากลำบากขนาดไหน  กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทต้องใช้กำลังกายกำลังใจและหยาดเหงื่อสักเท่าไรถึงจะได้ค่าตอบแทนที่แสนภูมิใจ  จึงทำให้ดิฉันเห็นคุณค่าของเงินมากขึ้นอย่างมากและทำให้คิดถึงแม่ที่ทำงานหาเลี้ยงเรามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของแม่

                                                                  นางสาววิภาดา  บุญรักษา  เลขที่ ๔๐  ม. ๖/๔

Advertisements

ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: