kruooy's Blog


ความประทับใจในชีวิต
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 11:30 pm
Filed under: Uncategorized

เรื่อง  ความประทับใจในชีวิต

                 ในช่วงชีวิตหนึ่งของใครหลายๆคน อาจมีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ล้วนเป็นบททดสอบที่จะทำให้เราสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็ง เรื่องใดที่ผิดหวังก็นำไปเป็นบทเรียนในชีวิตได้เสมอ

                เรื่องที่ข้าพเจ้าจะกล่าวนี้ เป็นบทเรียนที่ข้าพเจ้าไม่อาจลืม และไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีก เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าทะเลาะกับพ่อแม่ ตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ชั้น ม.๕ เป็นเรื่องที่ไม่น่าฟังซักเท่าไหร่ และไร้สาระมากๆแต่มันทำให้แม่ต้องเสียน้ำตากับลูกที่ไม่ดีคนนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจมาก เพราะข้าพเจ้าได้รับความรู้จากการเข้าค่ายพุทธบุตรว่า“ลูกคนใดที่ทำให้พ่อแม่ร้องไห้ ช่างเป็นคนที่อกตัญญูยิ่งนัก”ตอนที่ข้าพเจ้ารู้ว่าตัวเองเป็นลูกที่ไม่เอาไหน นั่นก็คือ หลังจากทะเลาะกับพ่อและแม่ผ่านไปแล้วไม่ถึง ๕ นาที คืนนั้นข้าพเจ้านอนร้องไห้ทั้งคืน และยิ่งเสียใจมากขึ้นเมื่อนึกได้ว่า พรุ่งนี้เป็นวันเกิดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอยากขอโทษแต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง เพราะไม่ค่อยถนัดที่จะเอ่ยความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดตรงๆ ข้าพเจ้าเลยนำรูปตั้งแต่ยังแบเบาะจนถึงตอนนี้ นำทุกรูปมาแปะใส่ในอัลบั้ม ทำให้เป็นเรื่องราวตั้งแต่เด็กจนโต โดยมีการแทรกข้อความที่กลั่นออกมาจากใจ แฝงไว้ด้วยความรู้สึกผิด เขียนคำขอโทษไว้หน้าสุดท้าย แล้วเอาไปแอบไว้ใต้หมอนของแม่ในตอนเย็นวันที่ ๑๐ มีนาคม วันเกิดของข้าพเจ้า เช้าวันรุ่งขึ้นทุกอย่างเป็นปกติ ข้าพเจ้าถามแม่ในภายหลังเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม่บอกว่าไม่คิดเลย ว่าข้าพเจ้าจะทำเรื่องซึ้งๆอย่างนี้ได้ แล้วตอนที่แม่อ่าน แม่ก็ร้องไห้ด้วย ร้องไห้เพราะดีใจที่ลูกแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด

                ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าทำผิด พ่อแม่จะให้อภัยเสมอ ข้าพเจ้ารักพ่อแม่มากกว่าสิ่งใดในโลกและภูมิใจที่ได้เกิดเป็นลูกของท่าน สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าอยากบอกลูกทุกๆคนว่า ขอให้ทำหน้าที่ลูกให้ดีที่สุด ถ้าทำอะไรไม่ดีก็ขอโทษท่านตอนนี้ ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ดีกว่าที่จะไปกล่าวคำขอโทษกับรูปของท่าน แล้ววันนี้ คุณบอกรักท่านแล้วหรือยัง?

 นางสาวประภากร สาขามุละ  เลขที่ ๓๖  ม.๖/๑

Advertisements


รอยแผลเป็นที่ไม่อาจลืมเลื่อน
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 11:28 pm
Filed under: Uncategorized

เรื่อง   รอยแผลเป็นที่ไม่อาจลืมเลื่อน

                เมื่อครั้งสมัยตอนข้าพเจ้าเป็นเด็ก   ข้าพเจ้าก็มีความดื้อ  ความซนเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ   เพราะในตอนเป็นเด็กเรามักจะทำอะไรตามใจตัวเอง   โดยไม่คิดให้ดีเสียก่อน  แล้วเราก็จะโดนแม่ด่าเสมอๆ   ข้าพเจ้าก็เป็นอีกคนที่สมันตอนเป็นเด็ก   ซึ่งเป็นคนเอาแต่ใจและไม่ค่อยฟังใคร   อยากได้อะไรก็จะเอาให้ได้   การที่เราได้ของสิ่งนั้นจะทำให้เรารู้สึกว่าเป็นฝ่ายชนะอยู่เสมอ

                ครอบครัวของข้าพเจ้า  มีสมาชิกทั้งหมด  ๕  คน  โดยมีลูก  ๓  คน  เป็นลูกสาว  ๒ คน และลูกชาย ๑ คน  ข้าพเจ้าเป็นลูกคนที่ ๒  เป็นลูกคนกลาง  ครอบครัวของข้าพเจ้ามีพ่อเป็นหัวหน้าครอบครัว  อยู่กันอย่างพอเพียง และอบอุ่น   พ่อกับแม่เคยสอนเสมอว่าเป็นพี่น้องกันต้องรักกันไม่ทะเลาะกัน   มีอะไรก็แบ่งกันกิน  มีมากแบ่งมากมีน้อยแบ่งน้อย   เมื่อข้าพเจ้าอายุ  ๙  ขวบ  น้องชายของข้าพเจ้าก็อายุประมาณ ๒ ขวบเศษ   กำลังหัดพูดหัดเดิน   กินเก่ง  ขี้แยด้วย   น้องชายของข้าพเจ้าก็เป็นคนติดแม่มาก   ทำอะไรถ้าไม่ได้อยู่กับแม่จะร้องไห้เลยล่ะ  มาวันหนึ่งพี่สาวของข้าพเจ้ากลับมาจากโรงเรียน   ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ในจังหวัดใกล้เคียง   พี่สาวของข้าพเจ้าพักอยู่หอพัก   จะมาครั้งหนึ่งก็  ๒  สัปดาห์ต่อครั้ง   หรือไม่ก็เป็นเดือนกว่าจะกลับบ้านครั้งหนึ่ง   กลับบ้านมาแต่ละครั้งพี่สาวของข้าพเจ้าก็จะมีขนมมาฝากน้องทั้งสองคนอยู่เสมอ   มาครั้งนี้พี่ซื้อขนมเยลลี่มาฝากน้องชายสุดที่รัก   น้องชายของข้าพเจ้าดีใจมาก   แล้วพี่สาวของข้าพเจ้าก็อุ้มน้องออกมาไปเล่นหน้าบ้านพร้อมกับถือขนมเยลลี่ออกไปด้วย   ข้าพเจ้าเห็นก็นึกอยากจะกินขนมเยลลี่ของน้องบ้าง   ก็เลยเดินเข้าไปหยอกน้องทำเป็นแย่งขนมจากมือน้องออกมา   พี่สาวของข้าพเจ้าก็พยายามไม่ให้ข้าพเจ้าแย่งขนมจากน้อง   แล้วน้องก็ดิ้นๆ  ก็เลยทำให้น้องหลุดจากอ้อมแขนของพี่และตกลงไปอยู่บนพื้นถนน   ซึ่งเป็นถนนคอนกรีตที่มีเศษดินและหินลูกรังเม็ดเล็กๆเต็มไปหมด   ทำให้หัวของน้องนั้นกระแทกกับพื้นถนน  เสียงดังมาก   แล้วก็ตามมาด้วยเสียงร้องไห้ของน้องดังลั่นบ้าน   จนแม่ที่ทำกับข้าวอยู่ในครัวก็รีบวิ่งออกมาดู   แล้วแม่ก็ตกใจมากรีบอุ้มน้องขึ้นมาทันที   ส่วนพี่สาวกับข้าพเจ้าทำอะไรไม่ถูกจึงได้แต่ยืนดูและสงสารน้อง   คงจะเจ็บมากแน่เลย   แล้วแม่ก็พาน้องมาล้างเศษดิน  เศษหินที่ติดตามใบหน้าของน้อง  และปรากฏว่าน้องหัวแตกด้วย   เสียงน้องร้องไห้ดังมาก  แล้วแม่ก็จัดการทายาและทำแผลให้น้อง   แล้วน้องก็กินนมแล้วเผลอหลับไป   ฝ่ายพี่สาวและข้าพเจ้าก็โดนแม่ด่าอยู่ยกใหญ่   ว่าแค่ขนมชิ้นเดียวต้องทำให้น้องเจ็บถึงขนาดนี้เลยหรือ  เพราะแม่เคยสอนว่า  มีอะไรก็ต้องแบ่งกันกิน   แม่เป็นคนที่ไม่ชอบเอามากๆ  เวลาที่เห็นลูกแย่งของกินกัน   ถ้าเห็นเมื่อไหร่   แม่จะด่าทันที  เป็นพี่น้องต้องรักกันให้มากๆ  จำไว้นะลูก  นี่คือคำสอนของแม่

                ปัจจุบันนี้เวลาที่ข้าพเจ้าเห็นรอยแผลเป็นตรงหัวของน้องชายทีไร  ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเหตุการณ์วันนั้นโดยไม่อาจลืมเลือน   ถ้าเรารู้จักคิดให้ดีก่อนทำอะไรก็คงไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้น   การที่เราได้ของสิ่งนั้นมาโดยทำให้คนอื่นเจ็บตัวก็ไม่ได้หมายความว่าเรามีความสุขหรือเป็นผู้ชนะเสมอไป   ก็อาจจะเป็นรอยแผลเป็นที่อยู่ในใจของเราที่ไม่อาจลืมมันได้เหมือนกับรอยแผลเป็นที่อยู่บนหัวของน้องชายของข้าพเจ้าก็เป็นได้

โดย…นางสาวมิ่งขวัญ   วงศ์สง่า  ชั้น ม. ๖/๑  เลขที่  ๔๐



เหตุการณ์ที่ประทับใจ
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 11:25 pm
Filed under: Uncategorized

เรื่อง เหตุการณ์ที่ประทับใจ

                หากจะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ประทับใจแล้วนั้น ทุกๆคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เคยมีเหตุการณ์ที่ประทับใจ เพราะแต่ละคนก็ต่างพบเจอเหตุการณ์ต่างๆทุกวัน  เหตุการณ์เหล่านั้นอาจมีทั้งดีละไม่ดีปะปนกันไป บางครั้งมันก็ทำให้เรามีความสุขแต่บางครั้งมันก็ทำให้เรามีความทุกข์ได้เช่นกัน จนต้องทำให้เราจดจำเหตุการณ์นั้นอย่างไม่มีวันลืม

                ข้าพเจ้าเคยมีแหตุการณ์ประทับใจหนึ่งที่อยากจดจำไปอย่างไม่มีวันลืม คือ การถชนโดนรถชนตอน ม.๓ เพราะมันเกิดจากความประมาทของข้าพเจ้ากับเพื่อน วันที่ข้าพเจ้าโดนรถชนนั้น ข้าพเจ้ากำลังจะไปเรียนพิเศษ ที่โรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้านั่งรถจักรยานยนต์ไปกับเพื่อน โดยเพื่อนของข้าพเจ้าเป็นคนขับ เราขับรถไปในซอยเรื่อยๆ พอจะออกไปถนนใหญ่ มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งมาอย่างเร็ว แต่ข้าพเจ้ากับเพื่อนมองรถคันนั้นไม่เห็น เลยตัดสินใจขับรถออกจากซอย มันเหมือนมีอะไรบางอย่างมาบังตาทำให้เรามองรถยนต์คันนั้นไม่เห็น เลยทำให้เราชนรถคันนั้นเข้าอย่างจัง ตอนที่โดนชนนั้นข้าพเจ้าเหมือนกับฝันไป ข้าพเจ้ากับเพื่อนกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง เพื่อนของข้าพเจ้าหน้าและข้อศอกถลอก ส่วนข้าพเจ้านั้นขาหัก ส่วนรถจักรยานยนต์นั้นพังยับและรถยนต์ที่ชนข้าพเจ้านั้นด้านหน้ายุบ แต่คนขับรถยนต์คันนั้นก็ได้พาข้าพเจ้าไปส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง ข้าพเจ้าซาบซึ้งในน้ำใจของเขามาก พอถึงโรงพยาบาล พยาบาลก็มัดขาของข้าพเจ้าไว้เพื่อไม่ให้กระดูกเคลื่อน แล้วส่งตัวข้าพเจ้าไปที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง

                พอถึงโรงพยาบาล พยาบาลก็เปลี่ยนชุดให้ข้าพเจ้า แล้วก็เจาะน้ำเกลือแล้วก็ฉีดยาชาเข้าที่ขา เพื่อที่จะได้เจาะเหล็กเพื่อดามขาก่อนเข้าห้องผ่าตัด ตอนเจาะเหล็กนั้นก็ได้เจาะสดๆเลย โดยเอาเล็กที่จะเจาะเข้าไปที่ขานั้นใส่กับสว่านแล้วก็เจาะ ตอนนั้นยังไม่รู้สึกปวด แต่พอผ่านไป ๒๐ นาที ยาชาเริ่มหมดฤทธิ์  ความปวดก็เข้ามาเยือนทันที ข้าพเจ้าต้องทนปวดประมาณ ๒ ชั่วโมง เพื่อที่จะรอคุณหมอมาผ่าตัด ตอนที่ข้าพเจ้าได้เข้าไปสัมผัสห้องผ่าตัด ข้าพเจ้ามีความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับหมูที่กำลังจะโดนเชือด แต่ว่าพยาบาลก็ใจดีเข้ามาปลอบและเปิดเพลงให้ฟัง จากนั้นก็เอาอะไรไม่รู้มาหนีบนิ้วของงข้าพเจ้าไว้ แล้วก็ฉีดยาลงในน้ำเกลือ แล้วเอายานอนหลับมาให้ข้าพเจ้าดม หลังจากที่ข้าพเจ้าหลับไปคุณหมอก็ได้ผ่าตัดเอาเหล็กเข้าไปในขาของข้าพเจ้า พอข้าพเจ้าฟื้นก็มีออกซิเจนมาครอบปากของข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าได้พักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ ๓ วัน ก็ได้กลับมาพักฟื้นที่บ้าน

                พอข้าพเจ้ามาอยู่ที่บ้าน ข้าพเจ้ามีความรู้สึกสงสารแม่มาก เพราะตอนนั้นข้าพเจ้าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย แม่ต้องคอยอาบน้ำ ป้อนข้าว ซักผ้าให้ตลอด พอดูแลข้าพเจ้าแล้วแม่ก็ตองออกไปทำงาน แม่ไม่เคยบ่นสักนิดเลยว่าแม่เหนื่อย ข้าพเจ้าเคยแอบร้องไห้ เพราะแม่ต้องทำงานหนักและต้องคอยดูแลข้าพเจ้า ทุกๆวันแม่จะคอยทำกายภาพบำบัดให้ข้าพเจ้า เหตุการณ์ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่อาจจะอธิบายได้เลยว่าแม่รักข้าพเจ้าแค่ไหน และชาตินี้ข้าพเจ้าจะไม่ลืมบุญคุณของแม่เลย ข้าพเจ้าเข้าเฝือกประมาณ ๑ เดือน แล้วก็ไปเอาเฝือกออก

                ขาของข้าพเจ้าตอนเอาเฝือกออกนั้นทั้งลีบ ทั้งเล็ก และทั้งดำ แต่ตอนนั้นยังไม่เอาเหล็กออก ข้าพเจ้าใส่เหล็กอีกประมาณ ๑ เดือน จึงได้ถอดเหล็ก ตอนถอดเหล็กบุรุษพยาบาลก็ใช้คีมคีบแล้วดึงเหล็กออก เลือดของข้าพเจ้าออกเยอะมาก แต่ไม่น่าเชื่อเพราะเหล็กที่ถอดออกมานั้นไม่มีเลือดติดเลย พอเอาเหล็กออกแล้วข้าพเจ้าก็ต้องทำกายภาพบำบัดต่ออีกประมาณ ๑ เดือน แล้วข้าพเจ้าก็กลับมาเดินได้ตามปกติ

                ประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนนั้นอาจเป็นเครื่องช่วยเตือนความจำและเป็นอุทาหรณ์ ประสบการณ์ที่ประทับใจนั้นอาจเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข มีความหวัง และไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะเหตุการณ์ที่เราพบเจอมีทั้งสุขและทุกข์ในเวลาเดียวกัน ทุกคนจึงต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมันและหาทางออกอย่างถูกวิธี เพื่อที่จะให้ชีวิตมีความสุขและราบรื่น

นางสาวรัตติยา  ศาลกลาง  .๖/๓  เลขที่  ๓๕



เสาหลักของบ้าน
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 11:23 pm
Filed under: Uncategorized

เรื่อง เสาหลักของบ้าน

 เมื่อพูดถึงหัวหน้าครอบครัวหรือผู้นำบางคนอาจนึกถึงพ่อ แต่สำหรับบางคนอาจนึกถึงแม่ แต่สำหรับฉัน ฉันคิดว่าพ่อเป็นผู้มีบทบาทเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือที่เรียกว่าเสาหลักของบ้าน

ในอดีตพ่อมีหน้าที่ออกไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัว สำหรับแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูลูก อบรมสั่งสอนลูก ดูแลเกี่ยวกับงานบ้านและความเป็นอยู่ภายในบ้าน ส่วนปัจจุบันนี้แม่มีบทบาทมากขึ้นในการหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งมีหน้าที่เท่าเทียมกับพ่อ และนอกเหนือจากนี้ยังต้องรับภาระในการเลี้ยงดูลูก ดูแลเกี่ยวกับงานบ้านงานเรือนอีกด้วย บางทีอาจเรียกได้ว่าแม่เป็นหัวหน้าครอบครัว ส่วนครอบครัวฉันมีสมาชิกทั้งหมด ๔ คน คือ พ่อ แม่ พี่สาว และฉัน ครอบครัวของฉันจึงมีแต่ผู้หญิง ยกเว้นพ่อ สำหรับฉันถึงแม้จะอยู่ในยุคปัจจุบัน ฉันก็ยังคิดว่าครอบครัวของฉันนั้น พ่อถือว่าเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือเสาหลักของบ้าน ทั้งที่พ่อและแม่ของฉันมีอาชีพเหมือนกันคือ รับราชการครู แต่พ่อของฉันจะมีหน้าที่เพิ่มขึ้นคือ เป็นคนขับรถส่วนตัวให้กับสมาชิกในบ้านทุกคน และเป็นช่างซ่อมประจำบ้าน ซึ่งมีหน้าที่ซ่อมแซมทุกอย่างภายในบ้านที่ชำรุดเสียหาย งานบ้านส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้หญิงที่ช่วยกันทำ ถึงแม้พ่อจะเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน แต่ก็สามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่างในสิ่งที่แม่ พี่สาว และฉันทำไม่ได้ และเหตุการณ์ที่ฉันไม่เคยลืมเลยก็คือ เป็นช่วงปิดเทอมพวกเราจึงได้อยู่พร้อมหน้ากัน และวันนั้นเป็นวันที่พ่อของฉันไม่สบาย มีไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตอนเช้าแม่ต้องไปทำธุระจึงบอกให้พ่อไปส่งที่ที่ว่าการอำเภอ เมื่อขับไปได้ประมาณ ๕๐๐ เมตร แม่ต้องลงจากรถเพื่อไปนั่งสามล้อ  เนื่องจากพ่อขับรถต่อไปไม่ไหว จากนั้นพ่อก็มานอนพักผ่อน  พอถึงตอนเย็นแม่ก็กลับมาพร้อมกับอาหารเย็น ส่วนพ่อก็นอนตั้งแต่เช้าจนเมื่อแม่กลับมาถึงจะลุกขึ้นมาทานอาหาร พอจะลุกขึ้นกลับลุกลำบาก เพราะปวดขา แต่ก็ยังไม่ยอมไปหาหมอ ฉันจึงคิดว่าพ่อคงเป็นโรคกลัวหมอ เพราะทุกครั้งที่ไม่สบายทีไร แม่บอกให้ไปหาหมอต้องเป็นเรื่องทุกที วันต่อมาพ่อเริ่มมีอาการหนักขึ้นจากที่ลุกลำบากต้องคอยหาที่จับเพราะลุกเดินไม่ได้ และทุกครั้งที่ฉันเห็นพ่อพยายามลุกแล้วต้องน้ำตาไหลเพราะสงสาร แต่พ่อกลับหัวเราะกลบเกลื่อน เพราะพ่อเข้มแข็งตลอดเวลา เมื่อพ่อลุกขึ้นยืนได้แล้วพอจะก้าวเดินกลับไม่มีแรง จึงต้องล้มลง ทำให้ฉันนึกไปต่างๆนาๆ ตอนนั้นแม่ถามพี่สาวและฉันว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ถ้าพ่อต้องเป็นแบบนี้ เพราะพ่อคือเสาหลักของครอบครัว  แม่ให้ฉันไปตามลุงเพื่อที่จะให้พาพ่อไปหาหมอ เนื่องจากไม่มีใครขับรถได้ แม่จึงบอกให้พ่อไปอาบน้ำ ซึ่งเป็นช่วงที่ลำบากมากเวลาลุก จากนั้นพอพ่อเดินไปได้ประมาณสองก้าวก็ล้มลงใส่กระจกตู้ทุกคนตกใจมาก ฉันทำอะไรไม่ถูกนอกจากร้องไห้เช่นเคย เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน พอจะนำพ่อขึ้นรถแม่บอกให้ฉันไปตามเพื่อนบ้านมาอีก ๒ คน เพราะพ่อตัวหนักมาก เมื่อไปถึงโรงพยาบาลหมอบอกว่าพ่อมีโพแทสเซียมในเลือดต่ำ คงเป็นเพราะพ่อดื่มน้ำชาและกาแฟมากเกินไป  หมอจึงให้โพแทสเซียมทางสายน้ำเกลือ เพียงคืนเดียวพ่อก็สามารถกลับมาเดินได้เหมือนเดิม  จากที่ฉันสันนิษฐานว่าพ่อเป็นโรคกลัวหมอก็เป็นความจริง  แม่เล่าให้ฉันฟังว่าหมอไม่สามารถวัดความดันพ่อได้เพราะพ่อจะตื่นเต้นและหัวใจเต้นเร็ว จึงต้องมาแอบวัดตอนที่พ่อหลับไปแล้ว

                จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ฉันรู้ว่าเสาหลัดของบ้านนั้นสำคัญมากแค่ไหนพ่อของฉันไม่เคยร้องไห้ให้เห็นเลยทั้งๆที่เป็นคนป่วย  มีแต่แม่ พี่สาว และฉัน ที่ร้องไห้อยู่ตลอด  แต่พ่อกลับหัวเราะตลอดในยามที่พวกเราร้องไห้เพื่อให้พวกเราสบายใจ  เพราะพ่อรู้ว่าพ่อเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือเป็นเสาหลักของบ้านให้กลับเรา

 ชื่อ นางสาวกัญญาวรรณ   ปัญญาวัน  เลขที่ ๒๓  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖/๑



ต่างขั้วแต่ลงตัว
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 11:21 pm
Filed under: Uncategorized

เรื่อง  ต่างขั้วแต่ลงตัว

 ทุกๆคนที่มาเข้ารวมค่ายกล้าไม้ในเมืองครั้งที่เจ็ด ต่างก็มาจากจังหวัดต่างๆครบทุกภาค โดยไม่มีใครรู้จักกันมาก่อน แต่ทุกคนที่มาเข้าค่ายในครั้งนี้มีเหตุผลเดียวกันคือ ใจรัก(ธรรมชาติ)

ดิฉันดีใจมากที่ถูกคัดเลือกให้มาร่วมเข้าค่ายในครั้งนี้ โดยการส่งเรียงความเรื่อง เด็ดดอกไม้หนึ่งดอกสะเทือนถึงดวงจันทร์ ในวันที่ ๒๑ สิงหาคม ดิฉันเริ่มออกเดินทางเพื่อไปเข้าค่ายตั้งแต่เช้าตรู่ พอถึง จ.นครราชสีมาก็เป็นเวลาประมาณบ่ายโมงตรง จากนั้นพี่ๆทีมเกษตรศาสตร์ก็มารับที่ บขส. และออกเดินทางต่อจนถึง อ.วังน้ำเขียว วันแรกดูเหมือนทุกคนจะเหงาและอยากกลับบ้านเพราะไม่มีเพื่อนที่มาจากโรงเรียนเดียวกันเลย ดิฉันรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน พี่ๆจึงให้น้องๆทุกคนแนะนำตัวและทำความรู้จักกัน โดยแบ่งน้องออกเป็น ๕ สี ทำให้เพื่อนๆทุกคนได้ใกล้ชิดกันและสนิทกันมากขึ้น พอถึงตอนกลางคืนพี่ๆให้น้องๆทุกคนทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันหลายกิจกรรมแต่มีกิจกรรมที่ดิฉันประทับใจคือการทำสมุดกระจก เพราะทำให้เรารู้ว่าเพื่อนๆรู้สึกกับเราอย่างไร เรามีส่วนไหนที่จะต้องแก้ไข เพื่อนๆก็จะเขียนลงในสมุดกระจกของเรา การทำกิจกรรมร่วมกันทำให้เพื่อนๆทุกคนเริ่มเกิดความผูกพันกันมากขึ้น แต่เวลาแห่งความสุขก็ได้หมดลงไปเมื่อพี่ๆบอกให้ทุกคนแยกย้ายกันเข้านอนเพราะต้องตื่นแต่เช้ามาทำกิจกรรม พอถึงตอนเช้าทุกคนมารวมตัวกันที่ศาลา และได้แยกย้ายกันออกไปดูนกตามที่ต่างๆ จนได้ความรู้จักการดูนกมามากพอสมควร ทุกคนจึงรวมตัวกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อรับประทานอาหาร หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันเป็นสีเพื่อออกเดินป่า สำหรับดิฉันอยู่สีเหลืองซึ้งเป็นสีสุดท้ายที่ได้ออกเดินป่า ในตอนแรกดิฉันมีความรู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากแต่พอออกเดินได้ประมาณ ๕๐๐ เมตรดิฉันก็มีความรู้สึกตรงกันข้ามกับตอนแรก เพราะทางที่เดินนั้นเป็นภูเขาที่ชันและลื่นมากทำให้ดิฉันรู้สึกเหนื่อยและถอดใจ แต่ในความเหนื่อยและถอดใจนั้นยังมีความประทับใจเมื่อเพื่อนๆต่างช่วยกันถือของและกระเป๋า ซึ้งเป็นภาพที่ดิฉันไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น พอไปถึงสันเขาก็จะมีฐานต่างๆที่ให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ แต่ละฐานก็จะมีเกมให้เล่นเพื่อให้เพื่อนๆในกลุ่มเกิดความสามัคคีกัน ในเวลาต่อมาไม่นานฝนก็ตกลงมาหนักมาก เพื่อนๆพี่ๆต่างช่วยกันทำที่หลบฝน และพวกเราก็หลบฝนอยู่เป็นเวลานานกว่าจะลงมาจากเขาได้ก็เป็นเวลาหกโมงเย็น พี่ๆถึงให้ทุกคนไปอาบน้ำและมาร่วมกันรับประทานอาหารเป็นมื้อสุดท้าย หลังจากนั้นก็ทำกิจกรรมสุดท้ายร่วมกันคือเปิดใจใต้แสงเทียน ทุกคนต่างได้ระบายความรู้สึกในใจในการมาเข้าค่ายในครั้งนี้ แต่ดิฉันไม่ได้พูดอะไร แต่ความประทับใจของดิฉันในการมาเข้าค่ายในครั้งนี้ คือ ดิฉันได้รับมิตรภาพจากเพื่อนๆพี่ๆกลับบ้านมาด้วย และยังได้ความรู้เพื่อนำกลับมาใช้ในการรักษาธรรมชาติในชุมชนของตนเอง เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเราทุกคนได้กลับบ้านและได้นำมิตรภาพดีๆจากการเข้าค่ายครั้งนี้กลับไปด้วยเพื่อให้พวกเราทุกคนคิดถึงกันอยู่ตลอดเวลา

            การไปเข้าค่ายในครั้งนั้นทำให้ดิฉันได้รู้ว่า คนเราทุกคนถึงแม้จะมาจากต่างที่ ต่างศาสนา ต่างภาษา ก็สามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ขอแค่เรามีจุดมุ่งหมายที่จะทำบางอย่างร่วมกัน เราทุกคนก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

 นางาสาวเกษศิรินทร์  ทะวงศ์ศรี  ชั้น ม. ๖/๓  เลขที่ ๑๘



เรียงความโลกในจินตนาการ
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 11:18 pm
Filed under: Uncategorized

เรื่อง  ความประทับใจในเมื่อครั้งข้าพเจ้าได้ไปฝึกประสบการณ์ด้านพยาบาล

 เมื่อนึกถึงครั้งที่ข้าพเจ้าได้ไปฝึกประสบการณ์ด้านพยาบาลขึ้นทีใด  ข้าพเจ้าก็รู้สึกประทับใจและก็ยังคงจดจำเหตุการณ์ของแต่ละวันได้เป็นอย่างดี  ไม่ว่าจะเป็นการฝึกในห้องทันตฯ , ห้องฉุกเฉินหรือแม้กระทั้งในห้องผ่าตัด  มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและท้าทายเป็นอย่างมาก

            เมื่อวันที่ ๑๓ – ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑  ข้าพเจ้าได้ไปฝึกประสบการณ์ด้านการพยาบาลที่โรงพยาบาลบ้านม่วง  เมื่อเริ่มฝึกวันแรกข้าพเจ้าถูกส่งไปให้ฝึกที่ห้องทันตฯ  พี่พยาบาลและคุณหมอต่างก็ให้ความเป็นกันเองทั้งนั้น  ข้าพเจ้าได้ดูและได้รู้ในหลายๆเรื่องที่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้และได้เห็นการรักษาจริง เช่น การอุดฟัน , การขูดหินปูนและการถอนฟัน

            ในวันที่ ๑๕ – ๑๕ ข้าพเจ้าได้ย้ายไปฝึกที่ห้อง OPD ได้ทำหน้าที่ส่ง OPD การ์ดและปั๊มตราวันที่ ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่หนักมาก

            ในวันที่ ๑๗และ๒๐  ข้าพเจ้าได้ย้ายไปฝึกที่ตึกผู้ป่วยในหรือห้อง IPD พี่พยาบาลได้ฝึกให้ทำความสะอาดเตียงผู้ป่วย และเปลี่ยนผ้าปูที่นอน  ประมาณ ๓ โมงเช้าพี่พยาบาลก็ได้พาไปวัดไข้ วัดความดันและล้างแผลให้ผู้ป่วย

            ในวันที่ ๒๑ – ๒๒ ข้าพเจ้าได้ย้ายไปฝึกที่ห้อง LR หรือห้องผ่าตัด การฝึกในห้องนี้เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก  เพราะเมื่อไปถึงวันแรกข้าพเจ้าก็ได้เห็นการคลอดลูกแบบออกเองโดยธรรมชาติ เด็กที่ออกมาเป็นผู้ชายน่าตาน่ารัก ขาวมาก น้ำหนักประมาณ ๓ กิโลกรัม  รายที่สองเป็นการคลอดโดยวิธีการผ่าออกทางหน้าท้อง ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นมากเพราะไม่เคยเห็นของจริงมาก่อนเลยในชีวิต  เมื่อเข้าไปในห้องผ่าตัด อุปกรณ์และพยาบาลต่างก็เตรียมพร้อมกันหมดแล้ว หมอจึงเริ่มการผ่าตัดโดยใช้มีดผ่าตัดกรีดลงไปที่บริเวณหน้าท้องที่ละชั้น จนถึงช่องมดลูก จากนั้นหมอก็ตัดถุงน้ำคล่ำและดึงตัวเด็กออกมาโดยมีคาบเลือดและน้ำคล่ำติดอยู่ที่ตัวเด็ก เด็กคนนี้เป็นผู้หญิง น่ารัก ผิวขาว  เมื่อตัดสายสะดือเสร็จหมอจึงส่งตัวเด็กไปยังอีกห้องหนึ่งเพื่อทำความสะอาดตัวเด็ก  และในรายสุดท้ายเป็นการผ่าตัดนำเอาก้อนเนื้อออกจากมดลูก หมอได้ผ่าตัดเหมือนกันกับการผ่าคลอดและเมื่อถึงชั้นมดลูกก็พบกับก้อนเนื้อขนาดประมาณเท่าลูกเทนนิส หมอจึงทำการตัดเอาก้อนเนื้อทิ้งและเย็บปิดปากแผลให้สนิท ไม่น่าเชื่อเลยว่าภายในวันเดียวข้าพเจ้าจะได้พบกับเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นขนาดนี้

            และในวันที่ ๒๔ ข้าพเจ้าได้ย้ายไปฝึกที่ห้อง AE หรือห้องฉุกเฉิน ในการฝึกในห้องนี้ ข้าพเจ้าได้ถูกฝึกให้ล้างแผลและฝึกใช้อุปกรณ์ตรวจวัดคลื่นต่างๆในร่างกายว่าปกติดีไหม มีผู้ป่วยเข้ามาทำการรักษามากมายและมีรายหนึ่งที่มาล้างแผลซึ่งแผลที่เขามาล้างนั้นอยู่ที่ขาข้างขวาเป็นรอยยาวประมาณ ๑๕ เซนติเมตร เมื่อสอบถามกับพี่พยาบาลก็รู้ว่าแผลเกิดจากการเตะฟุตบอลแล้วกล้ามเนื้อมีอาการอักเสบ ข้างในเกิดเป็นหนอง หมอจึงต้องกรีดเพื่อนำเอาหนองออกและล้างแผล เพื่อที่แผลจะได้หายดี

            ในการฝึกประสบการณ์ด้านการพยาบาลในครั้งนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก และข้าพเจ้าคงไม่อาจลืมเหตุการณ์ต่างๆที่ข้าพเจ้าได้พบเจอ และความรู้สึกดีๆที่คุณหมอและพี่พยาบาลในโรงพยาบาลบ้านม่วงแห่งนี้ได้มอบให้กับข้าพเจ้า

 นางสาวปฐมาวดี  ศรีชัยมุล  ชั้น ม. ๖/๓  เลขที่ ๒๙



จากความฝันเพื่ออนาคต
กุมภาพันธ์ 25, 2010, 11:16 pm
Filed under: Uncategorized

เรื่อง  จากความฝันเพื่ออนาคต

ความฝัน  เป็นสิ่งที่ทุกคนมีและพยายามจะไคว่คว้าเอามาให้ได้บางคนมีความฝันที่ยิ่งใหญ่และพยายามทำตามความฝันของตนจนถึงที่สุดหรือจนกว่าจะสำเร็จตามที่หวังเอาไว้  บางคนได้เดินตามทางที่ตัวเองฝันไว้  แต่บางคนก็ต้องเปลี่ยนเส้นทางความฝันไปตามความเป้นจริง  ความฝันเป็นสิ่งที่สวยงามทั้งสำหรับคนที่ไปได้ถึงและไปได้ไม่ถึงฝันนั้น  แต่จะมีสักกี่คนที่จะประสบความสำเร็จ และเป็นได้อย่างที่วาดฝันเอาไว้

                เมื่อตอนที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ ม.ต้น  ข้าพเจ้ายังไม่รู้เลยว่าอนาคตข้างหน้าข้าพเจ้าอยากเป็นอะไร  จะต้องเริ่มจากตรงไหนก่อน  แต่เมื่อข้าพจ้าได้เข้ามาเรียนที่นี่ได้เป้นส่วนหนึ่งในรั้วชมพูแห่งนี้  ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มคิดได้แล้วว่าจะต้องหาเป้าหมายของตัวเองให้เจอ  เมื่อตอนที่อยู่ ม.๔ ข้าพเจ้าพอจะรู้แล้วว่าชอบวิชาไหน  ข้าพเจ้าคิดว่าอนาคตน่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์คงจะเหมาะสมกับข้าพเจ้าที่สุดแล้ว  แต่แล้วสิ่งที่ทำให้ความฝันของข้าพเจ้าเกิดขึ้นก็คือ  แม่ได้พาข้าพเจ้าไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดร้อยเอ็ด  ได้เจอกับป้าที่เพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้านเหมือนกัน  ป้าเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า  ป้าเป้นเภสัชกรอยู่ที่แคนนาดา  ป้าบอกว่าการทำงานที่นั่นมันมีกฎระเบียบมากมายมันเป็นเรื่องที่สนุกสำหรับป้า  ป้าบอกว่าครีมที่ป้าใช้บางอย่างป้าเป็นคนทำเองด้วย  ในความคิดของข้าพเจ้าตอนนั้น การเป็นเภสัชกรมันมีเรื่องน่าสนุกด้วยหรือ  ป้าพาข้าพเจ้าทำครีมที่ป้าทำเองบ่อยๆด้วย  ข้าพเจ้าเริ่มรุ้สึกสนุกกับสิ่งที่ไม่เคยทำนี้  ข้าพเจ้าคุยกับป้านานพอที่จะรู้ว่าเภสัชกรเป็นอย่างไรบ้าง  พอกลับบ้านไปข้าพเจ้าก็ถามแม่ว่าถ้าอยากเป็นเภสัชกรแม่จะว่ายังไง  ข้าพเจ้ารู้ว่าแม่อยากให้ข้าพเจ้าเรียนพยาบาล  แต่แม่ก็ไม่ได้บังคับข้าพเจ้าด้วย  พอขึ้น ม.๕  จากการที่ได้พูดคุยกับหลายๆคน  ก็ยิ่งทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจในสิ่งที่คิดได้มากขึ้น  ข้าพเจ้าได้เจอกับพี่ที่มาฝึกงานอยู่ที่ห้องยา  พี่เขานั่งคุยกับข้าพเจ้าอยู่นานเกี่ยวกับคณะเภสัช  ก่อนที่จะไปพี่เขาได้พูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกดีมากๆคือ “ เภสัชกรไม่ได้เป้นยากอย่างที่คิดหรอกถ้าตั้งใจและมุ่งมั่นจริงๆ  มาเป้นน้องคณะพี่นะ  มาเป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพเดียวกันให้ได้นะ ”  คำพูดนี้ยังคงก้องอยู่ในใจของข้าพเจ้าเรื่อยไป  วันหนึ่งเพื่อนของข้าพเจ้าชวนให้ส่งใบสมัครไปค่ายเภสัชของมหาวิทยาลัยขอนแก่น  ข้าพเจ้าก้ส่งไปแต่ไม่คิดว่าจะได้เพราะทั่วประเทศรับแค่  ๘๐  คน  เมื่อถึงวันประกาศผลซึ่งตรงกับวันที่พี่ๆกลับมาแนะแนวการศึกษาให้น้องๆพอดี  มีพี่คนหนึ่งมาจากคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น  พี่เค้าเรียกทุกคนที่ส่งใบสมัครค่ายไปแล้วก้บอกว่าดรงเรียนเราถูกคัดเลือก ๑ คน  ตอนนั้นข้าพเจ้าตื่นเต้นมาก  แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นตัวเอง  พอพี่เขาบอกว่าเป็นข้าพเจ้า  ตอนนั้นอึ้งมาก  ข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตอนแรกไม่ได้หวังแล้วทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนั้นด้วย  พอกลับบ้านข้าพเจ้าก้ไปดูระเบียบการเข้าค่าย  แต่แล้วข้าพเจ้าก็ต้องสับสนว่าจะไปดีไหม  เพราะวันแรกที่จะต้องไปลงทะบียนซึ่งไม่เกิน  ๕ โมงเย็นนั้น มันตรงกับวันที่สอบกลางภาควันสุดท้ายพอดี  ข้าพเจ้าคิดอยู่นานถามรุ่นพี่หลายคนเหมือนกัน  มีพี่คนหนึ่งบอกว่า  “ประสบการณ์หาซื้อไม่ได้  และโอกาสไม่ได้มีให้กับคนๆเดียวบ่อยครั้งนักหรอก”  ข้าพเจ้าก็เลยตัดสินใจที่จะไปค่าย  พอถึงวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๑  เป็นวันสอบกลางภาควันสุดท้าย  สอบเสร็จข้าพเจ้าก็รีบขึ้นรถไปค่ายทันที  นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าต้องขึ้นรถประจำทางไปไหนไกลๆคนเดียว  ระหว่างการเดินทางพี่ๆที่เตรียมค่ายก้โทรมาถามตลอดทางเลย ข้าพเจ้าไปถึงขอนแก่นประมาณ ๒ ทุ่ม ข้าพเจ้าเป็นคนสุดท้ายที่ไปถึงค่าย  พี่ๆในค่ายบอกว่าข้าพเจ้าจะไม่มาค่ายซะแล้ว  แต่มีพี่ที่จบจากโรงเรียนเราบอกว่าข้าพเจ้าติดสอบก็เลยต้องมาช้าพี่ๆก็เลยเข้าใจเหตุผลของข้าพเจ้า  ตอนนั้นข้าพเจ้ารู้สึกผิดที่ทำให้พี่ๆต้องลำบาก  ในค่ายข้าพเจ้าได้เจอเพื่อนๆที่มาจากหลายภูมิภาค  ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ  ภาคกลาง ฯ  ค่ายวันแรกพี่ๆพาเดินชมทุกซอกทุกมุมของคณะเภสัชศาสตร์  ได้ทำยาหม่องด้วยตัวเองซึ่งพี่ๆเป็นคนเตรียมอุปกรณ์ไว้ให้แล้วคอยให้คำแนะนำกับน้องๆ  ได้ทำไทเทรตที่ในโรงเรียนเคยได้แต่ดูครูทำเท่านั้น  เมื่อทำการทดลองในห้อง lab เสร็จพี่ๆก็พาเข้าไปในสวนสมุนไพรของคณะ  ในนั้นมีสมุนไพรเยอะแยะมากมาย  บางชนิดหาดูได้ยากมาก  การที่ได้เข้าไปในสวนสมุนไพรนั้นทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ว่าแม้แต่ต้นไม้ต้นเล็กๆก็มีประโยชน์มากมายเหมือนกัน  กิจกรรมของวันแรกหยุดลงตอน ๕ โมงเย็นเพื่อให้น้องๆไปทำธุระส่วนตัว  และมารวมตัวกันอีกทีตอน ๑ ทุ่ม เพื่อรับประทานอาหาร  และคืนนั้นมีการแสดงละครเกี่ยวกับยา  กลุ่มของข้าเจ้าได้แสดงเรื่อง เภสัชกรกับการใช้ยาในอินเดีย  การแสดงเป็นไปอย่างสนุกสนาน  และจบลงด้วยการแสดงของพี่ค่าย  หลังจากนั้นพี่ๆก็ทำเซอร์ไพรซ์วันเกิดของน้องในค่าย ๒ คน  พวกเราร่วมกันร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้กับเพื่อน ๒ คนนั้น  เช้าวันต่อมาพี่ๆได้เตรียมฐานเล่นเกมส์ไว้หลายฐาน  ทุกกลุ่มจะต้องเวียนให้ครบทุกฐาน  พี่ๆพากันเต้นแบบหลุดโลกให้น้องดูด้วย  จากที่ข้าพเจ้าเคยคิดว่าพี่ๆคงจะเรียบร้อย  เป็นเด็กเรียน  แต่พอเห็นแบบนี้แล้วความคิดที่ข้าพเจ้าคิดมาตั้งแต่ต้นก็ลบหายไปภายในพริบตา  พี่เป็นได้ขนาดนี้เลยเหรอ  เมื่อครบทุกฐานพี่ๆก็พาน้องๆไปที่ห้องประชุมของคณะ  และให้พูดเปิดใจเกี่ยวกับค่ายนี้  บางคนก็พูดไปด้วยร้องไห้ไปด้วย  พอพูดจบพี่ๆก็พากันร้องเพลงประจำคณะ  ถึงตอนนี้น้องๆเกือบทุกคนและพี่บางคนก็น้ำตาคลอไปตามๆกัน  ถึงแม้ข้าพเจ้าจะยังไม่ได้เข้าไปยืนอยู่ ณ จุดที่พี่ๆ ยืนอยู่ในตอนนั้นแต่ข้าพเจ้าก็ภาคภูมิใจที่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของค่ายนั้น  ความรู้  ความสนุกสนานที่พี่ๆสร้างสรรค์ให้  รอยยิ้ม  เสียงหัวเราะที่ทุกคนมอบให้แก่กัน  มิตรภาพความผูกพันระหว่างเพื่อน  ระหว่างพี่น้องที่ได้เกิดขึ้นในค่ายนี้จะยังคงเป็นความทรงจำที่ดีของข้าพเจ้าตลอดไป

                ณ  ตอนนี้  อีกไม่กี่เดือนข้าพเจ้าก็จะจบ ม.๖ แล้ว  แต่ความฝันของข้าพเจ้ายังไม่มีวี่แววว่าจะเป็นจริงได้เลย  แต่อย่างน้อยข้าพเจ้าก็จะพยายามเต็มที่ทำให้ดีที่สุด  ถึงมันจะริบหรี่  แต่มันก็คือความฝันที่ข้าพเจ้าหวังจะให้มันเป็นจริงให้ได้สักวัน

 นางสาวจิราพร  เฉลิมจิตร  ชั้น ม.๖/๑  เลขที่ ๒๖